“เอกนิติ” นำทีม 9 บิ๊กคอร์ปอเรตไทยลุยเจรจา นิวซีแลนด์ ต่อยอดการลงทุน เกษตรอัจฉริยะ-เทคโนโลยีขั้นสูง เร่งเครื่องโปรเจกต์พลังงานสะอาดรับเทรนด์โลก พร้อมงัดไม้เด็ด Thailand FastPass


วันที่ 21 ส.ค. 2569 ตามเวลาประเทศไทย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่า ได้เป็นประธานร่วมกับนาย Hon. Todd McClay รัฐมนตรีการค้านิวซีแลนด์ และผู้บริหารหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนในนิวซีแลนด์ (Invest New Zealand) จัดงาน Business Meeting ณ นครโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ โดยมีนักธุรกิจและตัวแทนภาครัฐจากทั้งสองประเทศเข้าร่วมงานเพื่อหารือถึงแนวทางการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ


ทั้งนี้ จากการหารือได้มองเห็นโอกาสความร่วมมือในหลายด้าน โดยเฉพาะการยกระดับสู่เกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) ในประเทศไทย ที่มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ขณะที่นักลงทุนนิวซีแลนด์ก็สนใจเข้ามาลงทุนด้านเทคโนโลยีการเกษตรในไทย ทิศทางนี้สอดคล้องกับกรณีของกลุ่มซีพี ผ่านบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (CPF) ที่เข้าไปวิจัยโปรตีนจากไก่ในนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นการต่อยอดจากการส่งออกไก่แบบเดิมไปสู่การสกัดโปรตีนจากกระดูกไก่


นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศได้หารือเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) เนื่องจากนิวซีแลนด์ประสบปัญหาไม่มีโรงกลั่นน้ำมันและต้องเผชิญกับราคาน้ำมันนำเข้าที่สูง จึงต้องการเน้นลงทุนในพลังงานหมุนเวียนให้ได้ถึง 50% ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของไทย จากการหารือภาคเอกชนไทยเริ่มมีการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) แล้ว เช่น บริษัท บี.กริม และ ปตท. ที่เตรียมจับมือพันธมิตรนิวซีแลนด์เดินหน้าโครงการพลังงานสะอาด


สำหรับนักธุรกิจไทยที่ต้องการลงทุนในนิวซีแลนด์ หน่วยงานส่งเสริมการลงทุนในนิวซีแลนด์ ได้เสนอสิทธิประโยชน์และนำระบบ Fast Track มาใช้อำนวยความสะดวก ซึ่งคล้ายคลึงกับระบบของไทย เพื่อกระตุ้นการลงทุนข้ามชาติให้เกิดความรวดเร็วและคล่องตัวยิ่งขึ้น


ด้านนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ภายในงานมีกิจกรรมเชื่อมผู้นำภาคเอกชนไทยและนิวซีแลนด์ พร้อมแลกเปลี่ยนนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ซึ่งรองนายกฯ เอกนิติ ได้เน้นย้ำว่าไทยและนิวซีแลนด์มีรากฐานที่เข้มแข็งผ่านความตกลงการค้าเสรี 3 ฉบับ ได้แก่ ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้นไทย-นิวซีแลนด์ (TNZCEP) ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (AANZFTA) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ซึ่งพร้อมต่อยอดให้เกิดการลงทุนจริงใน 3 สาขาเป้าหมาย ได้แก่ ด้านอาหารและชีวภาพที่ผสานเทคโนโลยีเกษตรนิวซีแลนด์กับฐานผลิตอาหารไทย ด้านพลังงานผ่านความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงาน และโครงข่ายไฟฟ้า รวมไปถึงด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมขั้นสูงที่มุ่งเชื่อมโยงบริษัทนวัตกรรมของนิวซีแลนด์เข้ากับฐานอุตสาหกรรมไทย 

โดยนายเอกนิติ กล่าวให้ความมั่นใจว่า รัฐบาลกำลังเร่งปรับสภาพแวดล้อมการทำธุรกิจผ่านมาตรการ Thailand FastPass พร้อมเชิญชวนให้นิวซีแลนด์มองไทยเป็นฐานการผลิตที่เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานครอบคลุมตลาดอาเซียน 700 ล้านคน

สำหรับการหารือครั้งนี้ มีกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ของไทย 9 แห่งเข้าร่วม ได้แก่ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กลุ่มเซ็นทรัล บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (CPF) บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) บริษัท เอสซีจี อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)


ขณะที่ฝ่ายนิวซีแลนด์นำโดยผู้บริหารจากหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนในนิวซีแลนด์ (Invest New Zealand) สำนักงานพาณิชย์และการลงทุนนิวซีแลนด์ (NZTE) กระทรวงการต่างประเทศและการค้านิวซีแลนด์ (MFAT) กระทรวงอุตสาหกรรมปฐมภูมิ (MPI) และสำนักนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ (DPMC)


“ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้วัดที่ตัวเลขการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การยกระดับสู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ นิวซีแลนด์มีบริษัทที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางสูง บีโอไอมองเห็นโอกาสจับคู่จุดแข็งเหล่านี้กับศักยภาพไทย เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว” นายเอกนิติ กล่าว