รองโฆษกรัฐบาล “ลลิดา” สวนกลับ “ไอซ์ รักชนก” กล่าวหากระทรวงดิจิทัลฯ ทำไอโอ ชี้ ตรวจสอบรัฐบาลต้องใช้หลักฐาน ไม่ใช่เปลี่ยนข้อสงสัย ให้เป็นข้อเท็จจริง


วันที่ 20 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ นางสาวรักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับบัญชีผู้ใช้งานบนสื่อสังคมออนไลน์ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นสนับสนุนโครงการ TH-AI Passport (AiPASS) และตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO (ไอโอ) ที่เชื่อมโยงกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ว่า การตั้งคำถามและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเป็นสิทธิที่สามารถทำได้เต็มที่ แต่การตั้งข้อสงสัยกับการยืนยันว่าเป็นข้อเท็จจริงเป็นคนละเรื่องกัน และข้อกล่าวหาที่พาดพิงถึงหน่วยงานของรัฐควรมีหลักฐานรองรับอย่างชัดเจน

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุต่อไป การพบว่าบัญชีผู้ใช้งานบางรายเพิ่งเปิดใหม่ ไม่มีโพสต์ หรือเข้ามาแสดงความคิดเห็นในทิศทางเดียวกัน อาจเป็นเหตุให้ตั้งข้อสังเกตและตรวจสอบต่อได้ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าบัญชีเหล่านั้นเป็น IO และยิ่งไม่เพียงพอที่จะกล่าวหาว่ามีกระทรวงหรือหน่วยงานรัฐอยู่เบื้องหลัง เพราะยังต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าบัญชีเหล่านั้นเป็นของใคร ใครเป็นผู้สั่งการหรือว่าจ้าง ใช้งบประมาณหรือทรัพยากรจากที่ใด และมีหลักฐานใดเชื่อมโยงถึงหน่วยงานรัฐโดยตรง

“หากมีหลักฐานว่ากระทรวงเป็นผู้สั่งการหรืออยู่เบื้องหลังจริง ก็ขอให้นำหลักฐานออกมาเปิดเผยให้ประชาชนตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นคำสั่ง การว่าจ้าง การเบิกจ่าย เส้นทางการประสานงาน หรือหลักฐานที่สามารถเชื่อมโยงถึงผู้สั่งการได้โดยตรง รัฐบาลพร้อมให้ตรวจสอบ แต่ถ้ายังไม่มีหลักฐานเหล่านี้ สิ่งที่มีก็คือข้อสงสัย ไม่ใช่ข้อเท็จจริง และไม่ควรข้ามขั้นจากการตั้งข้อสังเกตไปเป็นการกล่าวหาว่ากระทรวงทำ IO”

ทั้งนี้ บัญชีที่เพิ่งสร้างหรือมีความเคลื่อนไหวน้อย อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณที่ควรตรวจสอบ แต่ไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานเพียงอย่างเดียวเพื่อชี้ว่าบัญชีนั้นเป็นบัญชีปลอม หรือเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการที่รัฐจัดตั้งขึ้น เช่นเดียวกับการที่ประชาชนบางรายเข้ามาแสดงความคิดเห็นว่าลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ได้สะดวกหรือรวดเร็วกว่า ก็ไม่ได้เป็นหลักฐานโดยตัวมันเองว่าบุคคลนั้นได้รับการสั่งการจากรัฐบาล เพราะการสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับบริการของรัฐกับการจัดตั้งเครือข่าย IO เป็นคนละเรื่องกัน

“สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือมาตรฐานในการตรวจสอบ หากในเรื่องอื่นฝ่ายค้านเรียกร้องให้รัฐบาลต้องนำหลักฐานมาแสดงก่อนที่จะกล่าวหาใคร หลักการเดียวกันก็ควรใช้เมื่อตัวเองเป็นผู้กล่าวหาด้วย การสรุปเกินกว่าหลักฐานที่มีอยู่ไม่ใช่การตรวจสอบที่เข้มข้น แต่กำลังกลายเป็นการใช้มาตรฐานสองแบบ คือเรียกร้องให้รัฐพิสูจน์ทุกข้อกล่าวหา แต่เมื่อกล่าวหารัฐกลับใช้เพียงข้อสังเกตหรือภาพหน้าจอเป็นข้อสรุป”

นางสาวลลิดา กล่าวต่อว่า รัฐบาลไม่ได้ปฏิเสธการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport และพร้อมให้มีการตรวจสอบทั้งกระบวนการดำเนินงาน การใช้งบประมาณ และผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับ หากมีข้อสงสัยหรือพบข้อมูลผิดปกติสามารถนำหลักฐานเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบได้อย่างเต็มที่ เพราะการตรวจสอบที่มีหลักฐานจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งประชาชนและรัฐบาลในการทำให้โครงการมีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล และรัฐบาลก็มีหน้าที่ตอบคำถาม แต่การตรวจสอบที่ดีต้องไม่เริ่มจากการตั้งสมมติฐานแล้วบังคับให้คนอื่นพิสูจน์ว่าตัวเองบริสุทธิ์ หากเชื่อว่ามี IO จริง ก็ควรตรวจสอบต่อให้ถึงผู้สั่งการ ผู้ว่าจ้าง และแหล่งทรัพยากร แล้วนำหลักฐานออกมาให้สังคมเห็น หากไปถึงจุดนั้นรัฐบาลก็พร้อมรับผิดชอบต่อข้อเท็จจริง แต่ตราบใดที่ยังไปไม่ถึง ก็ควรเรียกสิ่งนั้นตามที่มันเป็นว่าข้อสงสัย ไม่ใช่ประกาศให้สังคมเข้าใจว่าเป็นข้อเท็จจริงไปแล้ว”

ในตอนท้าย รองโฆษกรัฐบาล ย้ำด้วยว่า รัฐบาลเคารพบทบาทของฝ่ายค้าน และพร้อมรับฟังทุกข้อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport แต่การตรวจสอบควรอยู่บนมาตรฐานเดียวกันสำหรับทุกฝ่าย โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่พาดพิงถึงการใช้อำนาจหรือทรัพยากรของรัฐ ซึ่งควรมีหลักฐานที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ รัฐบาลไม่กลัวการตรวจสอบ และไม่ได้ขอให้หยุดตั้งคำถาม สิ่งที่ขอมีเพียงอย่างเดียว คือถ้าจะยกระดับจากคำถามไปเป็นข้อกล่าวหา ก็ต้องยกระดับหลักฐานไปพร้อมกัน การตรวจสอบที่มีคุณภาพไม่ใช่การพูดให้แรงที่สุด แต่คือการนำหลักฐานที่หนักแน่นที่สุดมาพูดกับประชาชน เพราะท้ายที่สุดแล้ว มาตรฐานเรื่องข้อเท็จจริงควรเป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน