“ณัฐพล” ซัดร่างแก้ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง-โรงแรม “แก้ไขน้อย ไม่แก้ปัญหา แถมสร้างเงื่อนปมใหม่” เตรียมสู้ต่อในสภาผู้แทนราษฎร หลังทักท้วงไม่สำเร็จ


วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สส.เชียงใหม่ เขต 3 พรรคประชาชน เข้าชี้แจงข้อกังวลต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างแก้ไขพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง และพระราชบัญญัติโรงแรม ในฐานะกรรมาธิการผู้สงวนคำแปรญัตติ โดยระบุอย่างชัดเจนว่าร่างกฎหมายดังกล่าว “แก้น้อย ไม่แก้ปัญหา แถมสร้างปัญหาเพิ่ม” ซึ่งไม่เพียงแต่ไม่ตอบโจทย์ปัญหาเดิม แต่ยังส่งผลกระทบเชิงลบต่อผู้ประกอบการรายย่อยอย่างรุนแรง


นายณัฐพลกล่าวว่า ตนได้หยิบยก 3 ประเด็นสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความบกพร่องของร่างกฎหมายฉบับนี้ ประการแรกคือ การยกเลิกมาตรา 37 (2) ซึ่งเป็นการริบอำนาจของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ในการจัดการกับชาวต่างชาติที่แจ้งที่อยู่อาศัยเป็นเท็จ ทั้งที่กฎหมายข้อนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการติดตามและดำเนินคดีกับกลุ่มทุนสีเทาหรือผู้ที่เข้าประเทศมาโดยไม่สุจริต การแก้ไขเช่นนี้ไม่ได้อำนวยความสะดวกให้ชาวต่างชาติที่สุจริต แต่กลับเปิดช่องให้ผู้ประสงค์ร้ายเข้ามาแฝงตัวในประเทศได้ง่ายขึ้น


ประการที่สอง ร่างกฎหมายนี้กำลังขยายเวลาให้คนต่างชาติล่องหน และผลักภาระทั้งหมดให้ผู้ประกอบการที่พัก โดยกำหนดให้คนต่างชาติแจ้งที่อยู่เพียงแค่ 2 ครั้ง คือตอนเข้าประเทศและเมื่ออยู่ครบ 90 วัน ส่วนช่องว่างระหว่างนั้น ภาระทั้งหมดถูกผลักไปให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่พักเป็นผู้แจ้งแทน ซึ่งในความเป็นจริง ที่พักรายย่อยจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้อย่างถูกต้องเนื่องจากติดล็อกข้อจำกัดของ พ.ร.บ.โรงแรม การแก้กฎหมายแบบนี้จึงยิ่งขยายช่องโหว่ให้ชาวต่างชาติพำนักอยู่ในประเทศโดยไร้การติดตามได้นานขึ้น แทนที่จะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ


ประการที่สาม ซึ่งถือเป็นความอยุติธรรมเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน คือโครงสร้างโทษปรับที่ไม่เป็นธรรม ทำให้ที่พักรายย่อยต้องรับภาระหนักกว่าโรงแรมขนาดใหญ่ โดยการกำหนดให้ที่พักที่ไม่เข้าข่ายเป็นโรงแรม หากไม่แจ้งการเข้าพักของชาวต่างชาติ จะถูกปรับตาม “จำนวนหัว” หัวละไม่เกิน 2,000 บาท ในขณะที่โรงแรมที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย กลับถูกปรับเป็น “รายครั้ง” ครั้งละ 20,000 - 100,000 บาท


“เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน หากที่พักรายย่อยขนาด 8 ห้อง มีผู้เข้าพัก 16 คนแล้วไม่ได้แจ้ง พวกเขาอาจถูกปรับสูงสุดถึง 32,000 บาท แต่หากเป็นโรงแรมขนาด 10 ห้อง มีผู้เข้าพัก 20 คนแล้วไม่ได้แจ้ง กลับถูกปรับเพียงครั้งเดียวในอัตราขั้นต่ำคือ 20,000 บาท นี่คือโครงสร้างที่ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กที่มีรายได้น้อยกว่ากลับต้องแบกรับโทษที่หนักกว่ากลุ่มทุนโรงแรม ซึ่งเป็นเรื่องที่กำกวมและไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง” นายณัฐพลกล่าวและว่า


ภายหลังการชี้แจงทั้ง 3 ประเด็น คณะกรรมาธิการวิสามัญกลับไม่มีผู้ใดเห็นด้วย และยืนยันที่จะคงร่างกฎหมายตามที่เสนอมาทั้งหมด ตนจึงได้ดำเนินการสงวนคำแปรญัตติไว้ เพื่อนำข้อมูลและความไม่เป็นธรรมเหล่านี้ไปอภิปรายและลงมติในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรต่อไป


“กฎหมายนี้ยังไม่จบ ประชาชนและผู้ประกอบการที่พักรายย่อยทั่วประเทศควรติดตามและรับรู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น พรรคประชาชนจะทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของคนตัวเล็กตัวน้อยในสภาใหญ่อย่างถึงที่สุด” นายณัฐพลกล่าวย้ำ