“ชาญชัย-พะจุณณ์” ไปตามนัด ป.ป.ช. ส่ง “ชื่อ-หลักฐาน” กรณี “บอร์ด ทอท.-ครม. รู้เห็นแก้สัญญาสัมปทาน ทำรัฐเสียหาย 1.8 แสนล้าน” ลั่น พร้อมสะสางใน 2 เดือน


เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 19 ส.ค. 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จังหวัดนนทบุรี นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส. นครนายก และพล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป อดีต สว. เดินทางมายื่นคำชี้แจงต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ขอให้ทำคำชี้แจงเพิ่มเติมในกรณีที่ตนเคยร้องทุกข์กล่าวโทษส่อทุจริตแก้ไขสัญญาสัมปทานร้านค้าปลอดภาษีและพื้นที่เชิงพาณิชย์ภายในสนามบินทั้ง 6 แห่งทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2569 ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ 1.8 แสนล้านบาท


โดยนายชาญชัย ให้สัมภาษณ์หลังการให้ปากคำและพยานหลักฐานต่อเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ว่า ตนได้ชี้แจงเอกสารเพิ่มเติมในข้อเท็จจริงถึงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) 2 ครั้ง คือ มติ ครม. ของรัฐบาลอนุทิน 1 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นมติที่เกี่ยวกับการรับทราบข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริตในโครงการสัมปทานดังกล่าว จากการศึกษาของสำนักเฝ้าระวังและประเมินการทุจริตของ ป.ป.ช. และมติของรัฐบาลอนุทิน 2 เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นมติ ครม. ที่รับทราบสรุปผลพิจารณาข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริตกรณีศึกษาการแก้ไขสัญญางานให้สิทธิ์ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดภาษีและงานให้สิทธิ์ประกอบกิจการบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ภายในอาคารผู้โดยสารให้กับคู่สัญญาของ ทอท. ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ แต่กลับไม่มีการชี้แจงว่า มีการใช้กฎหมายอำนาจใดไปลดเงินให้คู่สัญญา ทำให้รัฐเสียหายถึง 1.8 แสนล้านบาท


นายชาญชัย กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่ ป.ป.ช. ขอทราบว่า ผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนมีพฤติการณ์ความผิดต่อหน้าที่หรือตำแหน่งเป็นอย่างไร วันเวลาใด และมีหลักฐานยืนยัน หรือสนับสนุนพฤติกรรมกระทำความผิดนั้น ๆ หรือไม่ ขอให้นำพยานหลักฐานมายืนยันนั้น เรื่องนี้ตนเคยฟ้องร้องเรื่องในลักษณะเดียวกันนี้ ในการลดและเลื่อนผลตอบแทนให้รัฐ ทำให้รัฐเสีย 1.4 หมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งตนเคยฟ้องต่อศาลในฐานะผู้ถือหุ้นรายย่อยกับบอร์ด ทอท. และกลุ่มบริษัทคิงส์ เพาเวอร์ อีก 3 คน รวมเป็นจำเลยในคดีทั้งหมด 18 คน ตามรายละเอียดในคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ส่งแนบมาให้ด้วย ทั้งนี้ ตนพร้อมจะจัดส่งเอกสารทั้งหมดตามที่สำนักงาน ป.ป.ช. ร้องขอในวันนี้ ว่ามีผู้ใดที่มีความผิด หรือมีพฤติกรรมใด ทั้งหมดมี ครม. 2 ชุด คือ ครม. ในรัฐบาลอนุทิน 1 และ ครม. ในรัฐบาลอนุทิน 2 ที่มีมติรับทราบการกระทำและการประชุมโดยที่ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. 

โดยสร้างความเสียหายต่อรายได้ของรัฐ รวม 1.8 แสนล้านบาท เท่ากับ ครม. เห็นชอบด้วยตามรายชื่อที่มีปรากฏตามเอกสารแนบนี้รวมทั้งรายชื่อของบอร์ด ทอท. ที่มีการประชุมและอนุมัติเรื่องนี้ ทั้ง 2 วัน คือวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ที่มีมติอนุมัติให้แก้ไขสัญญาสัมปทานลดค่าตอบแทนให้รัฐ โดยไม่ได้ผ่านการพิจารณาของ ครม. และอัยการสูงสุด ทั้งยังได้ประกาศให้ ตลท. แจ้งว่า มีการลดรายได้ 1.8 แสนล้านให้กับกลุ่มบริษัทคิงส์ เพาเวอร์ ทำราคาหุ้นตก มีผู้ถือหุ้นได้รับความเสียหายจากมติดังกล่าวจำนวนมาก และมติ ครม. เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ที่รับทราบข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริตในโครงการดังกล่าว

“ผมพร้อมจะนำส่งรายชื่อ และติดตามกรณีเงิน 1.8 แสนล้านนี้คืนแผ่นดินโดยขอความร่วมมือ ป.ป.ช.ให้ดำเนินการไต่สวนเรื่องนี้ด้วยความรวดเร็ว ซึ่งกรณีนี้สำนักงาน ป.ป.ช.เป็นผู้กล่าวเตือนและกล่าวหาไว้เอง แต่เริ่มแรกว่า ห้ามมิให้กระทำความผิด หรือก่อความเสียหายแก่รัฐ จำนวน 1.8 แสนล้าน การกระทำดังกล่าวของ บอร์ด ทอท. และครม. เป็นการท้าทายอำนาจ ป.ป.ช. เพราะเป็นความผิดสำเร็จแล้ว เพราะเกรงว่าหน่วยงานรัฐอื่น ๆ จะเอาเป็นแบบอย่างสร้างความเสียหายให้ประเทศชาติ หาก ป.ป.ช.ไม่ดำเนินการเรื่องนี้ให้แล้วเสร็จ ผมเห็นว่า ถึงเวลาต้องทำความถูกต้องเป็นธรรมของพี่น้องประชาชนคนไทยกันเอง เงิน 1.8 แสนล้านบาท ไม่ใช่ตัวเลขเกมอำนาจของคนชั่วครองเมืองและข้าราชการบางกลุ่มที่มัวเมาอำนาจทุจริตกับเงินภาษีประชาชน เงินจำนวนนี้ประเทศไทยไม่ต้องไปกู้ แต่เป็นข้อตกลงที่กลุ่มทุนมาใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินของประเทศชาติ โดยนักการเมืองและข้าราชการชั่ว มาเบียดบังไม่ให้เงินนี้ไปช่วยคนจนที่กำลังเดือดร้อนทั้งประเทศ ผมกับคนดีของประเทศไทยพร้อมที่จะลุกขึ้นต่อสู้กับความชั่วทั้งหลาย โดยการล้างแผ่นดิน ไม่เกิน 2 เดือนนี้” นายชาญชัย กล่าว