“ณัฐพงษ์ จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหากากขยะอุตสาหกรรมปราจีนบุรี ชี้ “ระบอบสีน้ำเงิน-ทุนเทา” ยิ่งเข้มปัญหายิ่งรุนแรง ด้าน “กรุณพล” เล่าเปิดประตูรถเจอกลิ่นเหม็นรุนแรงจน N95 เอาไม่อยู่ 


วันที่ 19 ส.ค.2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน และหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายกรุณพล เทียนสุวรรณ และนายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี สส.พรรคประชาชน แถลงความคืบหน้าการลงพื้นที่ติดตามปัญหาการลักลอบทิ้งกากขยะอุตสาหกรรมในจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมสะท้อนข้อกังวลของประชาชนต่อการผลักดันจังหวัดเข้าสู่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)ว่า จากการลงพื้นที่อำเภอศรีมหาโพธิ และกบินทร์บุรี พบปัญหาการลักลอบเปิดโรงงานเถื่อนและทิ้งกากอุตสาหกรรมอย่างรุนแรง ประชาชนที่ร้องเรียนกลับถูกข่มขู่เอาชีวิต ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐขาดความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบกำกับดูแล และระบบอุปถัมภ์ในพื้นที่


นายกรุณพล กล่าวต่อว่า ทันทีที่เดินทางไปถึง อบต.ท่าตูม ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ตรวจวัด แค่เปิดประตูรถลงไปก็ได้กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงอย่างชัดเจน ทั้งกลิ่นเหม็นเปรี้ยว กลิ่นขยะ กลิ่นไม้เน่า และกลิ่นแอลกอฮอล์ ซึ่งเปลี่ยนไปตามทิศทางลม แม้จะสวมหน้ากากอนามัย N95 ที่มีชั้นกรองคาร์บอนแล้ว ก็ยังไม่สามารถป้องกันกลิ่นดังกล่าวได้ชาวบ้านในพื้นที่ให้ข้อมูลว่า ที่ผ่านมามีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาตรวจสอบหลายครั้ง แต่หลังจากเจ้าหน้าที่กลับไป ปัญหาก็กระทบกระเทือนเหมือนเดิม และไม่มีการแก้ไขอย่างจริงจัง


และจากการตรวจสอบข้อมูลลึกซึ้งในพื้นที่ พบว่าในบริเวณดังกล่าวมีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่ทั้งหมด 5 แห่ง โดย 4 แห่งเป็นโรงงานของนายทุนต่างชาติ และมีเพียง 1 แห่งเท่านั้นที่เป็นของคนไทย จึงตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีการใช้อำนาจเงิน และอิทธิพลของกลุ่มทุนต่างชาติขนาดใหญ่ในการปิดปาก หรือแทรกแซงการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ จนทำให้ไม่มีการดำเนินคดี หรือแก้ไขปัญหาให้ประชาชน


นอกจากนี้ ยังพบความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดระหว่างโรงงานที่ตั้งอยู่นอกนิคมฯ กับ โรงงานที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค โดยโรงงานในนิคมฯ มีระเบียบ กฎหมาย และเจ้าหน้าที่คอยกำกับดูแลอย่างเป็นระบบ ทำให้ไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชนรอบข้าง ต่างจากโรงงานภายนอกที่ไร้การควบคุมดูแล จนชาวบ้านในปราจีนบุรีต้องอยู่อย่างหวาดระแวง และเสี่ยงต่อการถูกคุกคามหากออกมาเคลื่อนไหวร้องเรียน


นายกรุณพล กล่าวต่อว่า ได้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ชี้แจงว่า ได้พยายามตั้งด่านตรวจ และกั้นรถบรรทุกแล้ว แต่กลุ่มผู้กระทำผิดมักใช้วิธีลักลอบขนส่งในเวลากลางคืน โดยอาศัยพื้นที่บ่อดินเก่าที่ชาวบ้านขุดหน้าดินไปขายจนเป็นหลุมลึก เป็นจุดแอบทิ้งกากอุตสาหกรรม


นายกรุณพล ย้ำว่า ปราจีนบุรีเป็นแหล่งเกษตรกรรม และแหล่งปลูกผลไม้สำคัญของประเทศ การนำขยะสารพิษมาทิ้งลงดินเช่นนี้ จะทำให้สารเคมีอันตรายซึมลงสู่แหล่งน้ำใต้ดิน และผืนดิน ส่งผลปนเปื้อนไปยังผลผลิตทางการเกษตร ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวมถึงน้ำอุปโภคบริโภค ซึ่งสุดท้ายจะส่งต่อความเสี่ยงเรื่องสารพิษตกค้างไปถึงผู้บริโภค และลูกหลานทั่วประเทศไทย หากภาครัฐยังนิ่งนอนใจ ไม่เร่งจัดการกับทุนต่างชาติ ผู้มีอิทธิพล และไม่ฟื้นฟูพื้นที่ขยะสารพิษในปราจีนบุรี ปัญหานี้จะไม่หยุดอยู่แค่จังหวัดเดียว แต่จะลามไปทั่วประเทศ


ทั้งนี้นายณัฐพงษ์ยัง ได้เสนอการแก้ปัญหาเชิงระบบ โดยแนะให้บูรณาการฐานข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม GISDA เข้ากับข้อมูลเชิงทะเบียนการขออนุญาตโรงงานก็จะทราบได้ว่าโรงงานที่ปรากฏบนภาพถ่ายดาวเทียมนั้นมีโรงงานใดบ้างที่ก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่


นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ปัญหาในปราจีนบุรีเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่กลุ่มทุนเทาประสานผลประโยชน์ร่วมกับเครือข่ายการเมืองท้องถิ่น ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รัฐถูกข่มขู่และมีทนายทุนเทาฟ้องร้องปิดปากหากเข้าไปตรวจสอบ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อการรับส่วยเรียกสินบนเกิดในปราจีนบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดที่สภาพการเมืองท้องถิ่นเข้มข้น และมีความเกี่ยวพันกับบ้านใหญ่ นักการเมืองสีน้ำเงิน กลายเป็นว่ายิ่งจังหวัดสีน้ำเงินเข้ม ปัญหาการจัดการกากขยะอุตสาหกรรมกลับยิ่งรุนแรง


นายณัฐพงษ์ ยังเรียกร้องไปยัง นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้รับฟังเสียงสะท้อนจากภาคประชาชนและฝ่ายค้าน เพื่อดำเนินการกับโรงงานที่ลักลอบปล่อยมลพิษและขนย้ายขยะอุตสาหกรรมเข้ามาในพื้นที่อย่างเร่งด่วน รวมถึงให้สร้างความชัดเจนกับประชาชนว่ามีแผนจะผลักดันปราจีนบุรีเข้า EEC หรือไม่ และมีแนวทางอย่างไรเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการพัฒนาและไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตของประชาชน