“ทักษิณ” กลับมาแล้ว ห่วงประเทศไทยเจอจุดเสี่ยงหลายมิติ ติดกับดักพลังงานผูกขาด - กฎหมายล้น แนะรื้อโครงสร้างรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ พร้อมสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมาให้ได้
วันที่ 18 ส.ค.2569 ที่โรงแรมดุสิตธานี บริษัท โสมาภา อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปีแห่งการดำเนินธุรกิจ ภายใต้แนวคิด “Breaking Through the Global” โดยมี น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี และมีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมแสดงความยินดี
โดยนายทักษิณ กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อความท้าทายด้านความมั่นคงในโลกยุคใหม่ เทคโนโลยีและความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยระบุว่า ปัจจุบันภัยคุกคามต่อประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภัยทางทหาร หรือความมั่นคงบริเวณชายแดนเท่านั้น แต่ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ เทคโนโลยี อาชญากรรมไซเบอร์ พลังงาน การจ้างงาน และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ดังนั้นประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาใช้ในภารกิจด้านความมั่นคง
“วันนี้เป็นห่วงเรื่องภัยคุกคามที่จะมีต่อประเทศไทยในทุกมิติ เพราะโลกเปลี่ยนไปเยอะมาก เช่น สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งภัยคุกคามยุคใหม่มีความซับซ้อนมากขึ้น และประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมรับมือทั้งการสู้รบรูปแบบเดิม และการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่” นายทักษิณ กล่าว
นายทักษิณ กล่าวอีกว่า การใช้โดรนในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลาดตระเวนหรือการใช้งานทางการเกษตร แต่สามารถนำมาใช้ในการตรวจการณ์ และโจมตีได้ ขณะที่การปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงของไทยหลายกรณียังต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่จำนวนมาก ทั้งที่เทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานได้
นายทักษิณ กล่าวอีกว่า ภัยคุกคามด้านเศรษฐกิจการเข้ามาของเอไอจะทำให้โครงสร้างการทำงาน และตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น ซึ่งเอไอสามารถเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ได้มากขึ้น ขณะที่แรงงานที่มีทักษะและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจะมีความสำคัญมากขึ้น และใช้เอไอเข้ามาช่วยเป็นเสมือน “พนักงานที่มีความสามารถ” ช่วยทำงานในแต่ละแผนก ถ้าเราไม่ปรับตัว ก็จะเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่ออาชีพคนไทย ต่อการทำงาน และการจ้างงานของคนไทย ประเทศไทยต้องเตรียมคนให้พร้อมกับโลกการทำงานยุคใหม่ โดยเฉพาะการสร้างทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาด
นายทักษิณ ยังกล่าวถึงความสำคัญของความมั่นคงปลอดภัยของไซเบอร์ ว่า ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า ระบบประปา ระบบน้ำมัน และระบบสื่อสาร เพราะหากระบบเหล่านี้ถูกโจมตีทางไซเบอร์ ย่อมส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง วันนี้ความมั่นคงทางด้านระบบไซเบอร์ของเรายังไม่ค่อยดี ก็เลยอยากให้ถึงเวลาที่ต้องตื่นตัวกันเรื่องนี้
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของคนรุ่นใหม่และระบบการศึกษา ตนเห็นว่าโลกในอนาคตให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ตลอดชีวิตมากขึ้น ขณะที่เอไอจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ ดังนั้นระบบการศึกษาต้องปรับตัวจากการมุ่งเน้นปริญญา ไปสู่การสร้างความรู้และทักษะที่สามารถนำไปใช้ได้จริง
แม้ในประเทศไทยจะมีเสียงวิจารณ์ว่าคนรุ่นใหม่ เด็ก Gen Z ไม่อดทนและเปลี่ยนงานบ่อย แต่ในอีกมุมหนึ่ง คนรุ่นนี้มีความต้องการเป็นผู้ประกอบการและสร้างธุรกิจของตัวเองสูง จึงควรมีการออกแบบระบบเศรษฐกิจและการศึกษาเพื่อดึงศักยภาพของคนรุ่นใหม่มาใช้ในการสร้างเศรษฐกิจของประเทศ
ขณะเดียวกัน นายทักษิณ ยังมองว่า การเข้าสู่สังคมอายุยืน หรือ Longevity จะเป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญ โดยเทคโนโลยีชีวการแพทย์และการพัฒนาวิทยาศาสตร์อาจทำให้มนุษย์มีอายุยืนขึ้นอย่างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อระบบบำนาญ การจ้างงาน ที่อยู่อาศัย และโครงสร้างครอบครัวในอนาคต ถ้าเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นจริง จะทำอย่างไร จะอยู่กันอย่างไร บำนาญจะเป็นอย่างไร และระบบที่อยู่อาศัยจะเอาอย่างไร ประเทศไทยต้องเริ่มคิดถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวตั้งแต่วันนี้
อีกประเด็นคือเทคโนโลยีการสื่อสาร ที่นายทักษิณ ระบุว่า การสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือในอนาคตจะเชื่อมโยงกับระบบดาวเทียมมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาเครือข่ายยุคใหม่ ซึ่งจะทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ประเทศไทยจึงต้องติดตามเทคโนโลยีให้ทัน และวางแผนด้านความมั่นคงของระบบสื่อสารควบคู่กัน ขณะที่ด้านความมั่นคงทางพลังงาน นายทักษิณ มองว่าประเทศไทยยังติดกับดักการผูกขาดโดยรัฐและไม่ยอมใช้ Smart Meter หรือ Digital Grid ทำให้ประชาชนไม่มีเสรีภาพในการเลือกใช้แหล่งพลังงานที่ถูกกว่า ถ้าไฟฟ้ายังราคาสูง ก็ไม่มีใครมาตั้งโรงงานอุตสาหกรรม
พร้อมย้ำด้วยว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับระบบไฟฟ้าให้มีความยืดหยุ่น และสามารถรองรับแหล่งพลังงานที่หลากหลาย ทั้งพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีใหม่ โดยเห็นว่าต้นทุนพลังงาน โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ไฟฟ้าต้องถูกลง ถ้าไฟฟ้าไม่ถูกก็ไม่มีใครมาสร้างโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทย
นายทักษิณ กล่าวว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทย ทั้งเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ระบบราชการ และกฎหมายจำนวนมากที่อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ประเทศไทยมีข้าราชการเพิ่มขึ้นเป็น 3 ล้านคน และมีกฎหมายล้นเกินถึงแสนฉบับที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ แต่สิ่งที่วิกฤตที่สุดคือเรื่อง Rule of Law (หลักนิติธรรม) และความเชื่อมั่น (Trust/Confidence) จำเป็นต้องมีการรื้อโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ลดขนาดระบบราชการโดยใช้ AI เข้ามาแทนที่ และต้องรื้อฟื้นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ กับต่างประเทศอย่างจริงจัง เพื่อให้ไทยสามารถรับมือกับภัยคุกคามในโลกยุคใหม่ได้อย่างเท่าทัน
ขณะที่ ความสำคัญของความไว้วางใจและหลักนิติธรรม ต่อการสร้างความเชื่อมั่นของประเทศ โดยเฉพาะในระบบเศรษฐกิจทุนนิยม เพราะหากประเทศขาดความน่าเชื่อถือ นักลงทุนย่อมไม่กล้าเข้ามาลงทุน หัวใจสำคัญของเศรษฐกิจทุนนิยมมี 2 ข้อ คือ ความไว้วางใจ และ ความเป็นนิติรัฐที่ดี ความเป็นนิติธรรม ดังนั้นประเทศไทยต้องสร้างความน่าเชื่อถือกลับคืนมา และพัฒนาบุคลากรให้มีความพร้อมต่อโลกยุคใหม่
ทั้งนี้ นายทักษิณ กล่าวว่า ภัยคุกคามในอนาคตจะครอบคลุมทั้งความมั่นคงชายแดน เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี ระบบราชการ พลังงาน และความมั่นคงทางไซเบอร์ ดังนั้น ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวทั้งภายในประเทศและสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับประเทศต่างๆ เพื่อรับมือกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว