กมธ.กฎหมายฯ ฟังเสียงชาวด่านนอก หลังเปิดด่านสะเดาใหม่ ทำนักท่องเที่ยววูบ-ค้าขายซบ “ทวี” ดันแก้ปัญหาระดับนโยบาย จี้นำท้องถิ่นผู้รู้ปัญหาจริงเข้ามามีส่วนร่วมในการวางระบบ
วันที่ 18 สิงหาคม 2569 คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร นำโดย นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการ พร้อมด้วย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง กรรมาธิการและที่ปรึกษา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และหัวหน้าพรรคประชาชาติ, นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล โฆษกคณะกรรมาธิการ และ นายรอมฎอน ปันจอร์ เลขานุการคณะกรรมาธิการ ได้ลงพื้นที่ศึกษาดูงานและรับฟังความคิดเห็นในหัวข้อ “การบังคับใช้กฎหมาย การอำนวยความยุติธรรม และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเพื่อสนับสนุนกระบวนการสร้างสันติภาพในพื้นที่ภาคใต้”
การลงพื้นที่ครั้งนี้เน้นการรับฟังผลกระทบเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ ภายหลังการเปิดใช้งานด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่ ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจในพื้นที่เขตเทศบาลตำบลสำนักขาม (เมืองด่านนอก) ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ปริมาณนักท่องเที่ยวลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยมี ดร.สิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่สงขลา, นายนิรันดร์ สุเจตวงศ์ ว่าที่นายกเทศมนตรีตำบลสำนักขาม พร้อมทีมผู้บริหาร ตัวแทนเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ประกอบการ และภาคประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมกว่า 100 คน
พ.ต.อ.ทวี กล่าวถึงสถานการณ์หลังเปิดด่านใหม่มาได้ราว 2 เดือน ว่า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการสัญจรและการค้าขายในพื้นที่ด่านเดิม โดยชี้ให้เห็นถึงเงื่อนปม 3 ด้านหลัก ปัญหาเชิงนโยบายความมั่นคงและการเจรจาระหว่างประเทศ มีการอ้างข้อกำหนดจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ว่าทางการมาเลเซียประสงค์ให้เปิดใช้งานเพียงด่านเดียว ซึ่งจำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงในระดับทวิภาคีเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของพื้นที่เดิมผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นและสัญญาประชาคม ทิศทางการระบายคนและสินค้าเทไปยังด่านใหม่ทั้งหมด และดึงนักท่องเที่ยวตรงเข้าสู่อำเภอหาดใหญ่ทันที ส่งผลให้พื้นที่ด่านนอกซบเซา ทั้งที่ตามเป้าหมายเดิมควรส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวแวะพัก 2–3 คืน ซึ่งขัดต่อสัญญาประชาคมที่เคยตกลงกันไว้ตั้งแต่เริ่มผลักดันโครงการและ การขาดการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น การบริหารจัดการไม่เปิดโอกาสให้ตัวแทนภาคประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นผู้รู้ปัญหาจริงเข้ามามีส่วนร่วมในการวางระบบ
พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า โครงการสร้างด่านใหม่ดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยที่ตนดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ศอ.บต. ซึ่งเดิมวางเป้าหมายให้ด่านใหม่รองรับระบบโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้า ส่วนด่านเดิมจะเน้นรองรับการท่องเที่ยวและประชาชน แต่โครงการติดปัญหาข้อกฎหมายเรื่องที่ดิน ส.ป.ก. จนกระทั่งในปี 2558 มีการใช้คำสั่งหัวหน้า คสช. ปลดล็อกข้อกฎหมายและดำเนินการก่อสร้างจนแล้วเสร็จเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา
“ด่านสะเดาถือเป็นด่านที่มีมูลค่าการค้าชายแดนมากที่สุดของประเทศ เกือบ 300,000 ล้านบาทต่อปี และนักท่องเที่ยวมาเลเซียก็เป็นอันดับหนึ่งของไทย พื้นที่ชายแดนเปรียบเสมือนประตูด่านหน้า แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ไม่ใช่เรื่องกฎหมาย แต่เป็นปัญหาการบริหารจัดการที่ไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญา แทนที่จะแบ่งแยกระบบ กลับให้ไปใช้ด่านเดียวจนทิ้งผู้ประกอบการไว้ข้างหลัง”
นอกจากนี้ พ.ต.อ.ทวี ยังได้สะท้อนถึงภาพรวมการลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเชื่อมโยงกับปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจประมงทะเลที่ไทยแปรสภาพจากผู้ผลิตเป็นผู้ซื้อ รวมถึงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่ตั้งเป้าจะยุติเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ภายในปี 2570 พร้อมย้ำด้วยว่า การยุติปัญหาภาคใต้หากใช้วิธีเดิมคงทำได้ยาก ต้องนำกลุ่มผู้ถืออาวุธมาเจรจาพูดคุย ควบคู่ไปกับการปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนทุกคน และหัวใจสำคัญคือการยึดถือ “หลักนิติธรรม”
“การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดและเป็นการลงทุนที่น้อยที่สุดแต่ได้ประโยชน์สูงสุด คือการยึดหลักนิติธรรมและขจัดการทุจริตคอร์รัปชัน ทั้งในระดับประเทศและระดับพื้นที่ เพราะหากมีการทุจริต ประชาชนจะอยู่ลำบาก ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ กมธ. จะทำหน้าที่เป็นท่อเชื่อมสะท้อนปัญหาจริงของประชาชนไปยังรัฐบาลเพื่อเร่งแก้ไข พร้อมทั้งให้ความสำคัญและคุ้มครองผู้ที่ร่วมชี้เบาะแสการทุจริตอย่างจริงจัง” พ.ต.อ.ทวี กล่าว