นายกฯ ขน 17 บิ๊กธุรกิจไทยพบนักธุรกิจออสเตรเลีย พร้อมเตรียมคุย "แอนโทนี แอลบานีส" ยกระดับความร่วมมือ
วันที่ 18 สิงหาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานกล่าวเปิดงาน Thailand–Australia Investment and Business Partnership Reception ซึ่งมีนักธุรกิจชั้นนำจากออสเตรเลียมากกว่า 70 ราย ครอบคลุม 10 สาขาอุตสาหกรรมเป้าหมาย เข้าร่วมอย่างคึกคัก อาทิ กลุ่มการผลิตขั้นสูง เกษตรและอาหาร ยานยนต์ ดิจิทัล เหมืองแร่ และพลังงานหมุนเวียน โดยมีบริษัทระดับโลกอย่าง Canva, ARB Corporation, Cochlear และ NEXTDC เข้าร่วม
ขณะเดียวกัน ฝั่งประเทศไทยนำโดยภาคธุรกิจชั้นนำ 25 ราย จาก 17 องค์กรยักษ์ใหญ่ อาทิ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CPF), เอสซีจี, ไทยเบฟเวอเรจ, ปตท., กัลฟ์, กลุ่มมิตรผล, กลุ่มเซ็นทรัล และ ไมเนอร์ กรุ๊ป เข้าร่วมเจรจาและสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางต่อไปยังกรุงแคนเบอร์รา เพื่อเข้าพบและหารืออย่างเป็นทางการกับ นายแอนโทนี แอลบานีส นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย
นายอนุทิน กล่าวในพิธีเปิดว่า แม้รัฐบาลจะเป็นผู้เปิดประตูทางการค้า แต่ภาคธุรกิจคือหัวใจสำคัญในการสร้างงานและเปลี่ยนความเป็นพันธมิตรให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง ซึ่งท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลก คำตอบของประเทศไทยคือการสร้างความยืดหยุ่นผ่านระบบนิเวศทางธุรกิจที่แข็งแกร่งด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงการสร้างความเป็นพันธมิตรที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับประเทศที่มีเป้าหมายร่วมกัน
"ในฐานะสมาชิกผู้ก่อตั้งอาเซียนและว่าที่ประธานอาเซียนในอีกสองปีข้างหน้า ประเทศไทยมีความมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างภูมิภาคนิยมและความยืดหยุ่นร่วมกันผ่านการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติที่เห็นผลชัดเจน" นายอนุทิน กล่าว
นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า ศักยภาพด้านภูมิศาสตร์และโลจิสติกส์ของไทยไม่ได้รองรับเพียงตลาดภายในประเทศที่มีประชากร 66 ล้านคนเท่านั้น แต่ยังเป็น "ประตูสู่อาเซียน" ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากรเกือบ 700 ล้านคน โดยได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อนและบูรณาการมากขึ้น รวมถึงการขยายความเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์กับอินโดนีเซียและสิงคโปร์ ทำให้บริษัทจากออสเตรเลียที่เข้ามาวางแผนลงทุนในระดับภูมิภาคจะได้รับประโยชน์สูงสุด
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เปิดเผยถึงสถิติการขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI ในปี 2568 ที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 80,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 1.87 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 67% จากปีที่ผ่านมา ขณะที่ช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มียอดคำขอแล้วกว่า 61,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 1.43 ล้านล้านบาท) ในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร พลังงานหมุนเวียน ดิจิทัล และการผลิตขั้นสูง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อประเทศไทย
"รัฐบาลเข้าใจดีว่าการดึงดูดการลงทุนจำเป็นต้องมีสภาพแวดล้อมที่ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างมั่นใจ เราจึงเปิดตัว Thailand Fast Pass เพื่อช่วยให้นักลงทุนเคลื่อนไหวได้รวดเร็วขึ้นตั้งแต่ขั้นตอนอนุมัติจนถึงเริ่มงาน พร้อมโปรแกรม Skill Bridge พัฒนาบุคลากรด้าน AI และเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียวที่ช่วยให้ธุรกิจจัดหาพลังงานหมุนเวียนได้ง่ายขึ้น โดยประเทศไทยตั้งใจที่จะเป็นประเทศที่เปิดกว้าง มั่นคง และแข่งขันได้" นายกรัฐมนตรี ระบุ
พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวเชิญชวนให้นักลงทุนใช้ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นตลอด 75 ปี และรากฐานความตกลงการค้าเสรีที่มีมากว่าสองทศวรรษในการยกระดับห่วงโซ่อุปทาน โดยขอให้ภาคเอกชนมองประเทศไทยเป็นมากกว่าตลาดการค้าทั่วไป แต่เป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่จะนำไปสู่โอกาสมหาศาลในภูมิภาคอาเซียน