"เต้ พระราม 7" บุก ตร. ยื่น ผบ.ตร.ตั้งด่านค้นรถนักการเมือง อ้างอาวุธสงครามอยู่ในมือคนเหล่านี้เพียบ
วันที่ 17 สิงหาคม 2569 นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือ “เต้” เดินทางมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ขอให้ตรวจสอบประเด็นการครอบครองและพกพาอาวุธปืนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รวมถึงภรรยา ตลอดจนเสนอให้ตรวจสอบการครอบครองอาวุธปืนของนักการเมืองและบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด
นายมงคลกิตติ์ ระบุว่า สืบเนื่องจากนโยบายควบคุมอาวุธปืนหลังเกิดเหตุกราดยิงหลายพื้นที่ ทั้งกรณีโรงเรียนเทพศิรินทร์นนทบุรี เหตุยิงนายก อบจ.นนทบุรี เสียชีวิต รวมถึงเหตุกราดยิงที่โคราช หนองบัวลำภู และกรุงเทพฯ ซึ่งสะท้อนความสูญเสีย นายอนุทินจึงมีแนวนโยบายไม่ต้องการให้ประชาชนพกพาอาวุธปืนออกนอกบ้าน โดยปัจจุบันไทยมีปืนในครอบครองของประชาชนราว 10 ล้านกระบอก มีทั้งใบอนุญาตครอบครอง (ป.4) และใบอนุญาตพกพา (ป.12)
นายมงคลกิตติ์ กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีเคยถูกตรวจค้นรถและตรวจสอบอาวุธปืนที่ จ.บุรีรัมย์ ว่า ถือเป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติหน้าที่ จึงนำเรื่องมายื่นต่อ ผบ.ตร. เพื่อเสนอว่าในขบวนเดินทางของนายกรัฐมนตรี นอกเหนือจากชุดอารักขาตามหน้าที่แล้ว บุคคลติดตามอื่นๆ ควรได้รับการตรวจสอบใบอนุญาตพกพาอาวุธปืนอย่างเคร่งครัดเช่นกัน
พร้อมกันนี้ ได้อ้างจากประสบการณ์ทางการเมืองว่า มีนักการเมืองบางกลุ่มเดินทางด้วยรถติดตามหลายคัน และสายข่าวระบุว่าด้านหลังรถบางคันอาจมีอาวุธร้ายแรง เช่น ปืนอาก้า, เอ็ม 16 ไปจนถึงระเบิดมือและอาร์พีจี ตนจึงเสนอให้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ รวมถึง พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ว่าที่ ผบ.ตร. คนใหม่ วางกำลังสุ่มตรวจค้นรถของ สส., สว., รัฐมนตรี, บุคคลติดตาม ตลอดจนผู้บริหารท้องถิ่น และขยายผลไปยังองค์กรอิสระ เช่น ป.ป.ช., กกต., ศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า เริ่มต้นจากบริเวณรัฐสภา เนื่องจากมองว่า "อาวุธที่ร้ายแรงที่สุด คืออาวุธที่อยู่กับนักการเมือง"
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตให้ตรวจสอบกรณีภรรยาของนายกรัฐมนตรีว่า มีปืนที่มีทะเบียนถูกต้องจริงหรือไม่ และมีการพกพาออกนอกสถานที่โดยผิดกฎหมายหรือไม่ โดยย้ำว่ากฎหมายต้องบังคับใช้เท่าเทียม ไม่ควรมีข้อยกเว้นเพราะเป็นภรรยานายกรัฐมนตรี
อย่างไรก็ดี นายมงคลกิตติ์ เสนอข้อยกเว้นให้พิจารณาผ่อนปรนกฎหมาย หรือมีมติ ครม. เป็นกรณีพิเศษ สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง เช่น ตำรวจ ทหาร และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงตำรวจสายสืบและหน่วยปราบปราม ให้สามารถพกพาอาวุธป้องกันตนเองนอกเวลาราชการหรือขณะเดินทางกลับบ้านได้ เนื่องจากยังตกเป็นเป้าความเสี่ยง แต่ยืนยันว่ามาตรการผ่อนปรนนี้ไม่ควรนำมาใช้กับนักการเมืองทั่วไป
นอกจากประเด็นอาวุธปืน นายมงคลกิตติ์ ได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาการบูลลี่และความรุนแรงในโรงเรียน โดยไม่เห็นด้วยกับการให้คนนอกเข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่เสนอให้จัดตั้ง "มาเฟียสีขาว" ในทุกห้องเรียน ซึ่งหมายถึงการคัดเลือกนักเรียนที่มีร่างกายแข็งแรง กล้าหาญ มีความยุติธรรมและจิตสาธารณะ ผ่านการอบรมด้านการระงับเหตุและไกล่เกลี่ย ให้ทำหน้าที่คอยดูแลและป้องกันไม่ให้เพื่อนทะเลาะหรือถูกรังแก พร้อมมอบคะแนนจิตสาธารณะหรือสิทธิประโยชน์ทางการศึกษาเป็นแรงจูงใจ
ตนเชื่อว่าหากมีระบบนักเรียนดูแลกันเองระดับห้องเรียน อาจช่วยยับยั้งเหตุความรุนแรงอย่างเหตุกราดยิงในโรงเรียนเทพศิรินทร์นนทบุรี ไม่ให้บานปลายได้ รวมถึงเสนอให้ความรู้เรื่องกฎหมายการบูลลี่ผ่านโซเชียลมีเดียแก่เด็กนักเรียนด้วย
ในช่วงท้าย นายมงคลกิตติ์ ได้กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองท้องถิ่น โดยระบุถึงเหตุยิงนายก อบจ.นนทบุรี ว่าเป็นเรื่องในแวดวงการเมืองจังหวัดนนทบุรีที่มีการแข่งขันสูง สำหรับกลุ่มการเมืองของตน แม้ในอนาคตอาจพัฒนาเป็นพรรคการเมือง แต่การเลือกตั้ง อบจ.นนทบุรี ครั้งนี้ ตนไม่ได้ส่งผู้สมัครในนามกลุ่ม แต่พร้อมจะลงพื้นที่ไปช่วยหาเสียงในฐานะเพื่อนให้กับผู้สมัครอิสระที่ตนสนับสนุน โดยมีกำหนดการลงพื้นที่ จ.นนทบุรี อีกครั้งในวันพฤหัสบดีนี้ ขณะที่สถานการณ์การเมือง จ.ลพบุรี ก็มีความร้อนแรงไม่แพ้กัน พร้อมสนับสนุนให้ทุกฝ่ายแข่งขันกันอย่างสุจริตและเคารพผลการเลือกตั้ง