สศช.เผยจีดีพีไทยไตรมาส 2 โตได้ 1.9% แม้ถูกตะวันออกกลางกดดันหนัก เชื่อครึ่งหลังดีขึ้น ส่งออก-ลงทุนพยุง รัฐมีแผนรับมือเศรษฐกิจหนุนทั้งปีโตได้ 2.2% 


วันที่ 17 ส.ค.2569 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยในการแถลงรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี 2569 ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัว 1.9% ชะลอลงจากไตรมาสก่อน แต่ยังสะท้อนความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจไทยท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบต้นทุนพลังงาน การขนส่ง และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ 


นายดนุชา กล่าวว่า หากเทียบกับไตรมาสแรกแบบปรับฤดูกาล เศรษฐกิจไทยหดตัว 0.2% ซึ่งเป็นผลจากเครื่องชี้หลายด้านชะลอลงพร้อมกัน ทั้งการบริโภคภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ และภาคบริการบางส่วน อย่างไรก็ตาม ภาพรวมยังไม่ได้สะท้อนภาวะถดถอยเชิงโครงสร้าง เพราะหลายภาคเศรษฐกิจยังขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะการส่งออกสินค้า การลงทุนภาคเอกชน และสินค้าเทคโนโลยี


จุดเด่นสำคัญของไตรมาสนี้คือการลงทุนรวมขยายตัว 9.1% โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวสูงถึง 13.4% ถือเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส นับจากปี 2555 ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องใช้สำนักงาน คอมพิวเตอร์ และซอฟต์แวร์ สะท้อนว่าภาคธุรกิจยังเดินหน้าปรับตัวและลงทุนรองรับเศรษฐกิจใหม่ แม้บรรยากาศโลกยังไม่แน่นอน 


ด้านการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัว 12.5% ขณะที่การส่งออกสินค้าโต 14.1% โดยมีแรงหนุนจากอุปกรณ์โทรคมนาคม ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และสินค้าเทคโนโลยีตามวัฏจักรโลก แม้บางกลุ่มอ่อนแรง เช่น รถยนต์นั่งที่หดตัวจากแรงกดดันเรื่องคาร์บอนและการแข่งขันจากรถยนต์ไฟฟ้า 


นายดนุชา กล่าวว่า การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 1.9% ชะลอจาก 3.3% ในไตรมาสก่อน โดยเฉพาะบริการโรงแรม ภัตตาคาร และขนส่ง รวมถึงการใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงและยานพาหนะ แต่กลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้า รองเท้า และเครื่องเรือนยังขยายตัวได้ สอดคล้องกับความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงมาอยู่ระดับ 50.3 


ภาคการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวเพียง 0.1% สะท้อนแรงกดดันจากการผลิตเพื่อใช้ในประเทศที่ชะลอตามการบริโภค ขณะที่การผลิตเพื่อส่งออกยังมีแรงบวก โดยกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และคอมพิวเตอร์ขยายตัวสูง เพียงแต่น้ำหนักในดัชนีอุตสาหกรรมยังน้อยกว่าอุตสาหกรรมดั้งเดิม ทำให้ภาพรวมอุตสาหกรรมถูกกดไว้ 


ภาคเกษตรยังขยายตัว 1.5% จากผลไม้และยางพารา แม้ข้าวและปาล์มน้ำมันลดลง โดยราคาและรายได้เกษตรกรยังปรับดีขึ้น ส่วนสาขาที่พักแรมและบริการอาหารขยายตัว 1.5% แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง แต่รายรับเฉลี่ยต่อนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นใกล้ 53,000 บาทต่อทริป ช่วยประคองรายได้ภาคบริการ 


เลขาธิการ สศช. ระบุว่า ไตรมาส 2 ได้รับผลกระทบจากตะวันออกกลางค่อนข้างแรง ทั้งราคาพลังงาน การเร่งนำเข้าน้ำมัน และต้นทุนโลจิสติกส์ ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลสูง โดยมีทั้งดุลการค้าและดุลบริการติดลบ แต่หากหักน้ำมันและทองคำออก ดุลการค้าไทยยังเกินดุลประมาณ 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่าฐานการค้าแท้จริงยังแข็งแรง 


“ไตรมาส 2 ส่วนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจโตได้เท่านี้ มาจากผลกระทบค่อนข้างแรงของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ในช่วงถัดไปสถานการณ์เศรษฐกิจไทยน่าจะปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสนี้ และทั้งปีคาดว่าจะขยายตัวได้ประมาณ 2.2%” นายดนุชากล่าว


นายดนุชา กล่าวว่า สศช. ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 อยู่ที่ 2.2% โดยกรอบประมาณการ 1.7-2.7% จากกรอบเดิม 1.5-2.5% ค่ากลางที่ 2% ขณะที่เศรษฐกิจโลกปรับดีขึ้นเป็น 3.3% จากเดิม 2.9% การส่งออกสินค้าคาดขยายตัว 2.5-3.5% และการลงทุนภาคเอกชนยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยมี Thailand Fast Pass เป็นกลไกช่วยอำนวยความสะดวกและเร่งการลงทุน


ทั้งนี้ แนวโน้มไตรมาส 3 น่าจะดีขึ้นจากไตรมาส 2 ซึ่งมีโอกาสเป็นจุดต่ำสุดของปี หากสถานการณ์ตะวันออกกลางไม่รุนแรงขึ้น ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งสูงในไตรมาส 2 เริ่มชะลอลงในครึ่งปีหลัง แต่ยังต้องติดตามใกล้ชิด เพราะสถานการณ์เปลี่ยนเร็วและยังมีความไม่แน่นอนสูง


ปัจจัยเสี่ยงสำคัญยังมาจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ต่างประเทศ โดยเฉพาะตะวันออกกลาง มาตรการการค้าของสหรัฐ ความผันผวนตลาดทุน และเอลนีโญที่อาจกระทบภาคเกษตร ขณะเดียวกันต้องระวังหนี้ครัวเรือนและหนี้เสียของ SME ที่ยังอยู่ระดับสูง เพราะเป็นฐานเศรษฐกิจในประเทศที่ส่งผลต่อกำลังซื้อและการจ้างงาน


สำหรับมาตรการกระตุ้นการบริโภค นายดนุชา กล่าวว่า ตัวเลขไตรมาส 2 เป็นช่วงก่อนมาตรการไทยช่วยไทยพลัส จึงต้องติดตามข้อมูลรายเดือนก่อนตัดสินใจมาตรการใหม่ การใช้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงินต้องรอบคอบ ตรงเป้า และให้ความสำคัญกับความเสี่ยงพลังงานควบคู่ค่าครองชีพ


นายดนุชา กล่าวว่า แนวทางบริหารเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี สศช.เสนอ 5 เรื่องหลัก ได้แก่ ดูแลภาคเกษตรจากภัยแล้ง รักษาแรงส่งออกและรับมือมาตรการการค้าสหรัฐ ขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน เร่งเบิกจ่ายภาครัฐและโครงการ PPP รวมถึงเตรียมความพร้อมรองรับความเสี่ยงพลังงานและเปลี่ยนผ่านพลังงาน


สำหรับภาพรวม สศช.มองว่าเศรษฐกิจไทยผ่านไตรมาสที่ได้รับแรงกระแทกหนักจากภายนอกมาได้ โดยยังมีเครื่องยนต์สำคัญช่วยพยุง ทั้งส่งออก การลงทุน สินค้าเทคโนโลยี เกษตรบางกลุ่ม และรายรับต่อหัวของนักท่องเที่ยว แนวโน้มครึ่งปีหลังจึงมีโอกาสปรับดีขึ้น หากรัฐบาลประคองมาตรการให้ตรงจุดและบริหารความเสี่ยงพลังงานได้ทันสถานการณ์