“ณัฐยา” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน จี้ ศธ.-อว. เร่งออกแนวปฏิบัติรับมือคำขู่กราดยิง อย่าปล่อยให้โรงเรียนเผชิญหน้าโดยลำพัง พร้อมชง 4 ข้ออุดช่องโหว่พฤติกรรมเลียนแบบ
วันที่ 14 สิงหาคม 2569 นางสาวณัฐยา บุญภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงสถานการณ์ต่อเนื่องหลังเกิดเหตุกราดยิงในสถานศึกษาที่ จ.นนทบุรี โดยระบุว่า ภายในเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ พบข้อความข่มขู่ก่อความรุนแรงเลียนแบบในสถานศึกษาอย่างน้อย 3 จังหวัด และล่าสุดวันนี้ โรงเรียนมัธยมในอีก 2 จังหวัดก็ต้องประกาศหยุดเรียนกะทันหัน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ปัจจุบันผู้อำนวยการโรงเรียนกว่า 28,000 แห่งทั่วประเทศกำลังถูกกระทรวงศึกษาธิการปล่อยให้เผชิญหน้าและตัดสินใจเพียงลำพัง โดยไม่มีเครื่องมือ เกณฑ์ประเมินความเสี่ยง หรือทีมนักจิตวิทยาเข้ามาช่วยเหลืออย่างทันท่วงที
น.ส.ณัฐยา กล่าวว่า แม้การสั่งหยุดเรียนจะเป็นทางเลือกเดียวที่โรงเรียนทำได้เพื่อความปลอดภัย แต่ในอีกมุมหนึ่งกลับสร้างความตื่นตระหนก และอาจกลายเป็นช่องทางให้เด็กนักเรียนกลุ่มเสี่ยงใช้คำขู่เพื่อควบคุมการตัดสินใจของโรงเรียน ทั้งนี้ บทเรียนจากต่างประเทศระบุชัดเจนว่า 70% ของคำขู่เป็นเพียง “คำขู่ชั่ววูบ” และอีก 30% เป็น “คำขู่ที่มีมูล” รัฐจึงต้องมีเกณฑ์คัดแยกเพื่อทุ่มทรัพยากรไปจัดการความเสี่ยงจริงโดยไม่ทำให้ระบบการศึกษาเป็นอัมพาต เพราะเด็กที่ข่มขู่ว่าถูกกลั่นแกล้ง แท้จริงแล้วคือเด็กที่กำลังร้องขอความช่วยเหลือในรูปแบบที่อันตรายที่สุด
น.ส.ณัฐยา เสนอว่า สิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงการอุดมศึกษาฯ (อว.) ควรทำทันที คือการออกแนวปฏิบัติเรื่องการจัดการคำขู่ความรุนแรงส่งตรงถึงทุกสถานศึกษา โดยมีสาระสำคัญ 4 ข้อ ได้แก่
1. มีเกณฑ์คัดแยกคำขู่ชั่ววูบออกจากคำขู่ที่มีมูล พร้อมเกณฑ์ประกอบการตัดสินใจว่าจะให้หยุดการเรียนการสอนในกรณีใดบ้าง หรือจะให้มีมาตรการรองรับกรณีไม่เปิดเรียนตามปกติอย่างไร
2. ทุกกรณีต้องมีการประเมินสภาพจิตใจและแผนช่วยเหลือรายบุคคลเป็นลายลักษณ์อักษร โดยบุคลากรที่เชี่ยวชาญ เช่น นักจิตวิทยา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ครูแนะแนว หรือนักสังคมสงเคราะห์
3. ทุกกรณีต้องมีการตรวจสอบการเข้าถึงอาวุธปืนที่บ้านของนักเรียนที่ส่งสัญญาณ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งควรเป็นขั้นตอนภาคบังคับเพราะเราผ่านเหตุการณ์ที่นนทบุรีมาแล้ว
4. เปิดช่องทางแจ้งเหตุแบบนิรนาม ไม่ต้องระบุตัวตน พร้อมกำหนดเวลาดำเนินการภายใน 2 ชั่วโมงหากเป็นเรื่องอาวุธและการเสี่ยงทำร้ายตนเอง เพราะการแจ้งเหตุแบบนิรนามได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยให้ผู้มีเบาะแสกล้าที่จะส่งข่าวมากขึ้น
นอกจากนี้ นางสาวณัฐยา ยังได้เรียกร้องไปยังกระทรวงสาธารณสุขให้เสริมกำลังสายด่วน 1323 ตลอด 30 วันต่อจากนี้ โดยเน้นทำงานเชิงรุกกับโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ขณะเดียวกันขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติยกระดับแนวปฏิบัติไม่เปิดเผยชื่อและภาพผู้ก่อเหตุเป็นการถาวร และให้ กสทช. ร่วมกับสภาวิชาชีพสื่อ ออกข้อบังคับการรายงานข่าวเพื่อป้องกันพฤติกรรมเลียนแบบ (Copycat) ตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก
“สุดท้ายนี้ ต้องขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนและประชาชน งดเผยแพร่-ส่งต่อข้อความข่มขู่ ภาพอาวุธ และรายละเอียดวิธีการ เพราะมันคือการขยายผลที่ผู้ส่งสารต้องการ และอาจยังเป็นการสร้างต้นแบบให้รายต่อไปด้วย”