“วราวุธ” ลั่น “ไทยต้องได้มากกว่าเงินลงทุน” รับลูกนโยบายรัฐบาล สั่งยกเครื่องอุตสาหกรรมใหม่ ดึงซัพพลายเชนสร้างมูลค่าเศรษฐกิจในประเทศ


วันที่ 14 สิงหาคม 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงประกาศปรับเกมอุตสาหกรรมไทย รับโครงสร้างเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนเร็ว เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมจากฐานการผลิต พร้อมเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve)


นายวราวุธ ย้ำว่าโจทย์ของไทยไม่ใช่เพียงดึงเงินลงทุนเข้าประเทศ แต่ต้องเชื่อมงานวิจัย-ผลิต-ตลาด-ลงทุน พร้อมยกระดับเอสเอ็มอีให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตให้ได้มากที่สุด ตามนโยบายของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์


ทั้งนี้ เนื่องจากโครงสร้างอุตสาหกรรมของไทยกำลังเปลี่ยนไป เห็นได้จากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีที่ใช้แสงในการส่งและประมวลผลข้อมูล ที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด เห็นได้จากยอดขายที่เพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการขยายตัวของศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Center) ทั่วโลก และการเปลี่ยนไปใช้ระบบรับส่งข้อมูลด้วยแสงมากขึ้น (Optical)


ดังนั้น เครื่องมือที่ใช้วัดภาคอุตสาหกรรมก็ต้องเปลี่ยนตาม กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) จึงเตรียมปรับปีฐานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) จากปี 2564 เป็นปี 2567 ให้สะท้อนโครงสร้างและศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมไทยในปัจจุบันมากขึ้น รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้นอย่างรวดเร็ว


“ถ้าเราต้องการให้อุตสาหกรรมใหม่ เป็นเครื่องยนต์สร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจจริง เราต้องไม่มองแค่ยอดลงทุน และถ้าเรายังใช้ฐานข้อมูลเดิม เราอาจมองไม่เห็นอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังเติบโตและมีศักยภาพสูง อย่าง ไบโอเทคโนโลยี ดิจิทัลและ AI ยานยนต์สมัยใหม่ การแพทย์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ดังนั้นเราต้องดูว่า Supply Chain อยู่ที่ไหน และผู้ประกอบการไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่นั้นได้มากน้อยแค่ไหน นี่คือโจทย์สำคัญของกระทรวงอุตสาหกรรม”


สอดรับกับนโยบายของนางศุภจี ซึ่งให้ใช้ตลาดภาครัฐเป็นแรงส่งผ่านการจัดซื้อจัดจ้าง โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้างและการจัดซื้อจัดจ้างที่คำนึงถึงสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Procurement) โดยให้แต้มต่อสินค้า Made in Thailand (MiT) ที่มีสัดส่วนวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และมูลค่าที่ผลิตภายในประเทศ (Local Content) สูงใน 3 กลุ่ม ได้แก่ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ สาธารณสุขและเครื่องมือแพทย์ และระบบราง


นอกจากนี้ กระทรวงยังอยู่ระหว่างประสานกระทรวงการคลังเพื่อทบทวนภาษีสรรพสามิต โดยต้องการสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียม (Playing Field) ระหว่างผู้ประกอบการไทยและต่างชาติ ให้โครงสร้างภาษีเอื้อต่อการแข่งขัน ไม่กลายเป็นต้นทุนธุรกิจ และไม่ทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบในตลาด ผลักดันพลังงานชีวภาพ ทั้งไบโอดีเซลและเอทานอล เพื่อสร้างสมดุลตลาดและกระจายประโยชน์ไปถึงเกษตรกรจากการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด


โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งรัฐบาลอยู่ระหว่างพิจารณามาตรการใหม่และปรับฐานภาษีสรรพสามิต เป็นมาตรการจูงใจ (Incentive) เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการในประเทศและรถยนต์นำเข้า เพื่อไม่ให้โครงสร้างต้นทุนเสียเปรียบเกินไป และสามารถดึงดูดนักลงทุนเข้ามาในไทยได้ เฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่มีกระแสข่าวว่าค่ายรถยนต์โตโยต้าจะขยายการลงทุนไปยังประเทศอินโดนีเซียนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายในการคิดกลยุทธ์จีบเขากลับมา


ขณะเดียวกัน กระทรวงพร้อมผลักดันร่าง พ.ร.บ.โรงงาน และ พ.ร.บ.กากอุตสาหกรรม เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และรัฐสภาตามขั้นตอน เพื่อให้กฎหมายทันต่อการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมและรองรับการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ