กรรมาธิการ ปภ. เตรียมชง ป.ป.ช. สอบเจ้าหน้าที่รัฐปล่อยปัญหาน้ำเสียสระบุรีเรื้อรัง 20 ปี แฉเอกสารชัดหลุมขยะอันตรายผิด EIA-ความจุทะลุเป้า จี้กระทรวงอุตสาหกรรม สั่งหยุดกิจการทันที
วันที่ 13 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย นำโดย นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้ประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าการตรวจสอบปัญหามลพิษทางน้ำในพื้นที่จังหวัดสระบุรีที่เรื้อรังมากว่า 20 ปี โดยนายภัทรพงษ์กล่าวว่า หลังจากคณะกรรมาธิการฯ ได้ลงพื้นที่และเรียกตรวจสอบเอกสารจากหน่วยงานรัฐเพิ่มเติม พบความผิดปกติและข้อสงสัยสำคัญที่นำไปสู่ข้อสรุปว่าต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการไต่สวนเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง
นายภัทรพงษ์กล่าวว่า จากเอกสารของหน่วยงานรัฐมีประเด็นสำคัญ 2 เรื่องที่ต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง ประเด็นแรกคือ พื้นที่ดำเนินกิจการ โดยคำสั่งของกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่สั่งให้บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน หยุดประกอบกิจการบางส่วน ระบุชัดเจนว่าพบบ่อรูปทรงสามเหลี่ยมและบ่อรับน้ำชะขยะขนาดใหญ่ “ตั้งอยู่นอกพื้นที่โครงการ” และไม่ปรากฏในแบบแปลนรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อีกทั้งยังมีระดับน้ำต่ำกว่าคันดินเพียง 30 เซนติเมตร เสี่ยงที่จะไหลล้นลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ที่ยืนยันว่าการใช้พื้นที่ปัจจุบันไม่สอดคล้องกับรายงาน EIA
ประเด็นที่สองคือ ความจุและอายุการใช้งานของหลุมฝังกลบ โดยรายงาน EIA กำหนดให้หลุมฝังกลบมีความจุประมาณ 1.13 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีอายุการใช้งานราว 9 ปี 2 เดือน (เริ่มรับของเสียปี 2546) แต่ข้อมูลจาก กรอ. กลับระบุว่าเพียงแค่ช่วงปี 2553-2569 มีการรับของเสียเข้าฝังกลบรวมกว่า 3.6 ล้านตัน โดยเป็นของเสียอันตรายกว่า 1.38 ล้านตัน ซึ่งทะลุเพดานที่ EIA กำหนดไว้ไปมาก ยิ่งไปกว่านั้น ยังไม่มีการปรากฏข้อมูลการรับขยะในช่วงปี 2546-2552 อีกด้วย จึงเกิดคำถามตัวโตๆ ว่า หน่วยงานกำกับดูแลปล่อยปละละเลยเรื่องนี้มาตลอด 20 กว่าปีได้อย่างไร
นายภัทรพงษ์ กล่าวต่อไปว่า จากหลักฐานเชิงประจักษ์เหล่านี้ คณะกรรมาธิการฯ มีข้อสรุปว่า กระทรวงอุตสาหกรรมต้องเร่งบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ. โรงงาน พ.ศ. 2535 มาตรา 37 และ 39 โดยเด็ดขาด เพื่อสั่งให้ระงับการกระทำที่ฝ่าฝืน หรือสั่งให้หยุดประกอบกิจการทั้งหมด เนื่องจากก่อให้เกิดอันตรายและผลกระทบอย่างร้ายแรง สอดคล้องกับหนังสือจากอธิบดีกรมควบคุมมลพิษที่ชี้ว่า การปนเปื้อนโลหะหนักปริมาณสูงในลำคลองธรรมชาติ สะท้อนถึงการสะสมของเสียจากภาคอุตสาหกรรมมาอย่างยาวนาน
ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการฯ จะใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญรวบรวมหลักฐานและส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนทันที เพราะนี่ไม่ใช่ปัญหามลพิษข้ามชาติที่อยู่นอกเหนือการควบคุม แต่แหล่งกำเนิดอยู่ในประเทศไทย มีกฎหมายบังคับใช้ชัดเจน การที่ประชาชนต้องทนรับสภาพมา 20 ปี ป.ป.ช. ต้องให้คำตอบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือทุจริตเอื้อผลประโยชน์ให้กลุ่มทุนหรือไม่
นายภัทรพงษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับคำถามที่ว่าสารปนเปื้อนในลำคลองมาจากแหล่งใดอย่างแน่ชัด คณะกรรมาธิการฯ ได้เสนอให้เร่งสืบสวนเชิงนิติวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม (Environmental Forensics) ร่วมกันระหว่างกรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เพื่อหาตัวผู้ก่อมลพิษมารับผิดชอบตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด โดยในวันที่ 17 สิงหาคมนี้ ตนพร้อมด้วย พูนศักดิ์ จันทร์จำปี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการขยะ จะเป็นตัวแทนกรรมาธิการลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานรัฐอีกครั้ง เพื่อติดตามปัญหานี้อย่างใกล้ชิดและคืนความเป็นธรรมให้ประชาชนในพื้นที่