ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นอีกคนหนึ่งที่ทนไม่ได้กับการทุจริตประพฤติมิชอบที่ขยายวงกว้างออกไป โดยที่รัฐบาลไม่แสดงท่าทีเอาจริงเอาจังกับการแก้ไขปัญหานี้

เขาจึงเขียนบทความสะท้อนปัญหาดังกล่าวไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันก่อน ในหัวข้อ "ประเทศไทยกำลังติดเชื้อไวรัสโกงกินทั้งระบบอย่างรุนแรง" โดยระบุว่า ถ้าไม่รักษาแบบถอนรากถอนโคนตั้งแต่วันนี้ เราอาจไม่มี "รัฐที่เป็นของประชาชน" เหลืออยู่อีกต่อไป

ดร.สุวิทย์ มองว่า ประเทศไทยในปี 2025 ไม่ได้สะดุดเพราะคนไม่เก่ง แต่เพราะทั้งประเทศกำลังถูกไวรัสชนิดหนึ่งกัดกินจากข้างใน เป็นไวรัสโกงกินที่ลามผ่านนักการเมือง ระบบราชการ ท้องถิ่น ตำรวจ ที่ดิน ไปจนถึงนโยบายระดับชาติ

นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือสิ่งที่ทำให้ประเทศไทยเหมือนป่วยเรื้อรัง เศรษฐกิจโตช้า สังคมขัดแย้ง กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ คุณธรรมจริยธรรมเสื่อมทราม คนดีถอย คนโกงโต และทั้งหมดเริ่มต้นจากโครงสร้างรัฐที่เสื่อมลง

ไวรัสโกงกิน 3 สายพันธุ์

1. รัฐซ้อนรัฐ เสมือนเป็นเครือข่ายอีกชั้นที่คุมรัฐจริงและทำงานอยู่หลังฉาก กำหนดการแต่งตั้ง การโยกย้าย การจัดซื้อ และการอนุญาต ที่ประชาชนไม่เห็น แต่ทุกคนรู้ว่ามันมีอยู่จริง ตัวอย่างที่คนไทยเห็นชัด เช่น การซื้อขายตำแหน่งในตำรวจ ส่วยบนถนนและส่วยรถบรรทุก รวมถึงบ่อน ยาเสพติด และแรงงานต่างด้าวที่อยู่ภายใต้เจ้าของพื้นที่จริง ดร.สุวิทย์ เรียกสิ่งนี้ว่ารัฐเงาที่ทรงพลังยิ่งกว่ารัฐจริง

2. การเมืองเทา ทุนเทา ข้าราชการเทา ไม่ใช่การโกงแบบโต้งๆ แต่เป็นการบิดระบบไปเรื่อยๆ จนผิดธรรมชาติ เช่น การใช้งบลับและงบแฝง การเปิดช่องกฎหมายให้พวกพ้อง การที่นายทุนผู้สนับสนุนได้ผลประโยชน์คืน และการที่ระบบราชการบางส่วนทำงานตอบแทนเส้นสายมากกว่าตอบแทนประชาชน กติกาจึงถูกออกแบบเพื่อคนบางกลุ่ม โดยที่ประชาชนไม่ได้อยู่ในสมการเลย

3. การยึดรัฐ (State Capture) คือขั้นสุดของการเสื่อม เมื่อกฎหมาย นโยบาย งบประมาณ และการแต่งตั้ง ถูกควบคุมโดยคนกลุ่มเล็กๆ รัฐจึงไม่ใช่ของประชาชนอีกต่อไป แต่เป็นของเครือข่ายผลประโยชน์ ดร.สุวิทย์ ระบุว่านี่คือโรคที่หนักที่สุด และเป็นเหตุผลว่าทำไมประเทศไทยจึงเหมือนเดินวนกลับที่เดิมไม่หยุด

เชื้อโกงกินทำลายรากของประเทศพร้อมกันสามจุด

จุดแรกคือฐานรากคุณธรรมของบ้านเมือง คนดีทำงานยากขึ้น คนโกงโตเร็วขึ้น คนรุ่นใหม่เห็นภาพแล้วท้อ

จุดที่สองคือศักยภาพของรัฐ รัฐทำงานช้าลงและอ่อนแรงลง เห็นได้จากน้ำท่วมซ้ำซาก อุบัติเหตุบนถนนที่แก้ไม่ได้ ตำรวจที่ไม่เป็นที่พึ่ง และการปฏิรูปที่ไม่เขยื้อน แม้แต่ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีก็ไม่ขยับ เพราะระบบถูกล็อกด้วยอำนาจแฝง

จุดที่สามคือระบบบริหารประเทศ กฎหมายกลายเป็นเครื่องมือ อยากเอาผิดใครก็เอา อยากนิ่งก็เงียบ จนคนหมดศรัทธาในรัฐ ดร.สุวิทย์ เรียกสิ่งนี้ว่าภัยเงียบที่ทำลายประเทศจากข้างใน ไม่ใช่จากภายนอก

ทำไมการเมืองแบบเดิมยิ่งทำให้เชื้อร้ายโตเร็ว

เพราะการเมืองไทยยังเป็นการเมืองแย่งอำนาจ ไม่ใช่การเมืองที่แก้โครงสร้างประเทศ พรรคการเมืองแข่งกันว่าใครดัง ใครด่า ใครแจก แต่ไม่มีใครกล้าชนรากของปัญหา เพราะไปแตะแล้วกระทบเจ้าของผลประโยชน์ ผลคือไวรัสโกงกินยิ่งแข็งแรง

ดร.สุวิทย์ จึงเสนอว่าประเทศไทยต้องเปลี่ยนโมเดลรัฐ ไม่ใช่เปลี่ยนตัวนักการเมือง และต้องเดินไปสู่การเมืองที่ออกแบบอนาคตประเทศ หรือ Statecraft Politics แทนการเมืองแย่งเก้าอี้

แนวทางถอนรากถอนโคนที่ทำได้จริง เขาเสนอ 6 เรื่องที่ต้องทำไปพร้อมกัน

  • เปิดข้อมูลรัฐทุกบาททุกสตางค์ ทั้งงบประมาณ การจัดซื้อ และการแต่งตั้ง อย่างที่เกาหลีใต้ และเอสโตเนียทำ เพื่อหยุดการซ่อนงบ
  • ห้ามใช้เงินทุนเทาในพรรคการเมือง และเปิดรายชื่อผู้บริจาคแบบวันต่อวัน
  • ปฏิรูประบบแต่งตั้งโยกย้ายในสามจุดที่เป็นหัวใจของวงจรผลประโยชน์เทา คือ ตำรวจ ท้องถิ่น และที่ดิน โดยยึดผลงานแทนเงินใต้โต๊ะ
  • ตั้งทีมปราบโกงอิสระที่ทำงานเร็ว ตรงจุด และไม่ติดกับระบบราชการแบบเดิม
  • แยกอำนาจกรมและกระทรวงที่ทับซ้อนจนเกิดช่องผลประโยชน์ โดยเฉพาะเรื่องบ่อน แรงงานต่างด้าว ขนส่ง และที่ดิน
  • ตั้งองค์กรยุทธศาสตร์ชาติถาวรที่ไม่ขึ้นกับรัฐบาลชุดใด เพื่อคอยกันไม่ให้ประเทศถูกยึดอีก

คำถามใหม่ที่ประชาชนต้องถามในการเลือกตั้งครั้งหน้า

หัวใจของบทความทั้งหมดอยู่ตรงนี้ ดร.สุวิทย์ บอกว่าประชาชนต้องเปลี่ยนคำถามจาก "พรรคไหนให้เยอะที่สุด" ไปเป็น "พรรคไหนล้างระบบโกงได้จริง" โดยถามให้ชัดว่า พรรคไหนกล้าชนทุนเทา พรรคไหนกล้าปฏิรูปตำรวจจริง พรรคไหนเปิดข้อมูลแบบโปร่งใสจริง และพรรคไหนเปลี่ยนการเมืองแย่งอำนาจให้เป็นการเมืองสร้างประเทศ

ในบทสรุป เขาย้ำว่าประเทศไทยต้องรักษาโรคที่ต้นเหตุ ไม่ใช่แก้ไขตามอาการ เพราะไวรัสโกงกินไม่ใช่แค่ปัญหาเศรษฐกิจ แต่เป็นโรคที่กำลังกัดกินหัวใจของรัฐไทย ถ้าไม่เริ่มรักษาตอนนี้ รัฐไทยอาจถูกยึดโดยระบบสีเทาแบบสมบูรณ์ จนคนรุ่นหลังไม่มีรัฐของประชาชนเหลือให้สู้

ดร.สุวิทย์ ทิ้งท้ายว่า นี่คือการต่อสู้เพื่อบ้านเมือง ไม่ใช่การเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นการเลือกตั้งที่ต้องป้องกันอนาคต ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาปัจจุบัน และเป็นเวลาที่ประชาชนต้องลุกขึ้นถามคำถามที่ถูกต้อง

การเลือกตั้งที่ใกล้จะมาถึงจึงไม่ใช่การแข่งขันระหว่างสีของพรรคอีกต่อไป แต่จะเป็นสงครามครั้งใหญ่ระหว่าง "พรรคเทา" กับ "พรรคไม่เทา" เป็นสงครามที่มีความเป็นความตายของประเทศเป็นเดิมพัน ประเทศไทยจะรอดหรือไม่ จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับนักการเมือง แต่ขึ้นอยู่กับว่าประชาชนจะเลือก "รัฐที่เป็นของประชาชน" หรือไม่