“ภคมน” ประธาน กมธ.สื่อ ถกโครงการขุดดินแลกน้ำ ปมฟ้องปิดปากสื่อและชาวบ้าน ป.ป.ช.และอัยการ ขานรับจะให้การคุ้มครอง จ่อผลักดันกฎหมาย Anti SLAPPs ป้องกันการฟ้องปิดปาก เข้าสู่สภา



วันที่ 13 สิงหาคม 2569 คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชนและการมีส่วนร่วมของประชาชน  สภาผู้แทนราษฎร นำโดย นางสาวภคมน หนุนอนันต์ ประธานกรรมาธิการ ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี, ตัวแทนนายอำเภอนาดี, สำนักงาน ป.ป.ช. จ.ปราจีนบุรี สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน จ.ปราจีนบุรี กรมการปกครอง สถานีตำรวจภูธรวังน้ำเย็น จ.สระแก้ว รวมถึงองค์กรให้คำแนะนำเช่น สภาทนายความ  สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สำนักงานศาลยุติธรรม  ให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง และความเห็นต่อกรณีผู้สื่อข่าวและชาวบ้านถูกฟ้อง SLAPPs หลังออกมาให้ข้อมูลตรวจสอบโครงการขุดดินแลกน้ำ  4 โครงการ ในพื้นที่ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี 


โดยผู้ร้อง ประกอบด้วย น.ส.พรทิพย์ โม่งใหญ่ บรรณาธิการข่าวสถานีโทรทัศน์เวิร์คพอยท์ทีวี และนางสาวศิริพร ฉายวัฒนะ ตัวแทนชาวบ้าน ได้สะท้อนถึงปัญหาการถูกฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา จากบุคคล และนายอำเภอนาดีเป็นผู้ฟ้อง รวมขณะนี้ มี 3 คดี และ 1 เรื่องร้องเรียนที่อยู่ในขั้นตอนการอุทธรณ์ของกรมการปกครอง โดยล่าสุดวันนี้  น.ส.ศิริพร ได้รายงานต่อที่ประชุมว่า มีกลุ่มบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับโครงการได้โพสต์เฟสบุ๊คข่มขู่ฟ้องค่าเสียหายเพิ่มเติม มูลค่า 50 ล้านบาท


จากการหารือในคณะกรรมาธิการได้ไล่เรียงถึงการดำเนินการโครงการ “ขุดดินแลกน้ำ” ซึ่ง ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบของ ป.ป.ช.จ.ปราจีนบุรี และ สตง.จ.ปราจีนบุรี  โดยทำการตรวจสอบตามคำร้องของชาวบ้านที่ยื่นหนังสือไว้ ขณะนี้อยู่ระหว่างวัดปริมาตรทรายที่หายไปจากคลองยางและแควหนุมานเพื่อเทียบเคียงกับมูลค่าความเสียหาย โดยจากการตรวจสอบพบว่ามีข้อพิรุธและข้อสงสัยต่อการดำเนินโครงการจริง 


นายอนุสรณ์ แก้ววิเชียร รองประธานกมธ. ได้สอบถามถึงระเบียบการขุดลอกคูคลอง และระเบียบการขออนุญาตขุดทราย ว่าใช้ระเบียบใด 

เจ้าหน้าที่ที่ดิน จ.ปราจีนบุรี ชี้แจงถึงที่มาของโครงการ “ขุดดินแลกน้ำ” เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย  เรื่องการขุดลอกแหล่งน้ำสาธารณประโยชน์ที่ตื้นเขิน พ.ศ. 2547 โดย ให้คู่สัญญาซึ่งเป็นบุคคลหรือเอกชนสามารถนำหินกรวดดินทรายจากการขุดได้ไปเป็นรายได้แทนการค่าจ้าง ซึ่งทำให้ประหยัดงบประมาณไปกว่า 20 ล้านบาท โดยขั้นตอนผ่านการทำประชาคมและแบบการขุดนั้นได้รับอนุญาตจากกรมโยธาธิการและผังเมือง จ. ปราจีนบุรี โดยต่อมาพบว่ามีการร้องเรียนและการรายงานข่าวของสื่อมวลชนหลายสำนัก ทางผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีจึงให้มีคำสั่งระงับการดำเนินโครงการ และขณะนี้ได้สั่งยุติโครงการไปแล้วทั้ง 4 โครงการ  


น.ส.ภคมน ประธาน กมธ. ได้สอบถามจำนวนปริมาณทรัพยากรที่มีการออกไป เพื่อเปรียบเทียบมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้หน่วยงานภาครัฐที่เข้ามาชี้แจงในเรื่องนี้ ยังไม่มีหน่วยงานใดให้คำตอบได้ 


นางสาวพรทิพย์ โม่งใหญ่ บรรณาธิการข่าวของสถานีโทรทัศน์เวิร์คพอยท์ทีวี ได้รายงานอ้างอิงตัวเลข ปริมาณทรัพยากรระบุในสัญญา ของโครงการทั้ง 4 โครงการว่ามีทั้งสิ้น 1,055,000 ลูกบาศก์เมตร หากเทียบมูลค่ากับราคาทรายล้าง มีราคาขายหน้าโรงทราย  ราคา 498-510 บาท ต่อ ลบ.ม.  หากดำเนินการเสร็จสิ้นทั้งโครงการทั้ง4 แห่ง จะมีมูลค่าสูงกว่า 515 ล้านบาท  แต่ขณะนี้ตัวเลขที่แท้จริงของปริมาณทรัพยากรที่ขุดจากโครงการทั้ง 4 แห่งนั้นยังไม่ได้รับจากที่ว่าการอำเภอนาดี จากความเสียหายที่เกิดขึ้นเบื้องต้นทำให้ชาวบ้านเรียกร้องมายังสื่อมวลชนให้นำเสนอข่าวหลังจากมีการนำเสนอข่าวไปแล้วนั้น เกิดการข่มขู่ ฟ้องร้องคดีหรือการใช้กฎหมายหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา หรือเป็นการฟ้องปิดปาก  SLAPPs  ได้สร้างความยากลำบาก ต่อสื่อมวลชนที่ถูกฟ้อง และชาวบ้าน จนเกิดความหวาดกลัว ไม่กล้าที่จะให้ข้อมูลเพิ่มเติม หรือเดินหน้าในการตรวจสอบโครงการดังกล่าวต่อ 


ต่อมาในที่ประชุมได้หารือ ถึงแนวทางการปกป้องประชาชนและสื่อมวลชนที่ออกมาทำข่าวหรือส่งเสียงเรียกร้องให้มีการตรวจสอบโครงการ ทุจริตของรัฐ ว่ามีกลไกใด  


ด้าน ตัวแทน ป.ป.ช.ได้ชี้แจงว่า มาตรา 132 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (กฎหมาย ป.ป.ช.) เป็นบทบัญญัติทางกฎหมายที่เน้น "การให้ความคุ้มครองและช่วยเหลือแก่บุคคลจากการถูกกลั่นแกล้งหรือฟ้องคดีปิดปาก (Anti-SLAPP Law)  จะได้รับการคุ้มครอง ถ้าหากผู้ที่ถูกฟ้องนั้นเป็นผู้ยื่นคำร้องไปยังชั้น ป.ป.ช. แต่ในกรณีของคดีนี้ การให้ข้อมูลของสื่อมวลชนและประชาชนนั้นเกิดขึ้นก่อนยื่นคำร้องไปยังป.ป.ช. ทำให้ไม่เข้าองค์ประกอบกฎหมาย


น.ส.ภคมน ประธาน กมธ. จึงได้แสดงความเห็นถึงข้อเท็จจริงของชาวบ้านและสื่อที่ ทำงานปกป้องสาธารณประโยชน์ แล้วถูกข่มขู่คุกคาม ในเวลานั้น คงไม่มีรายใด ส่งข้อมูลหรือคำร้องให้กับ ป.ป.ช. ซึ่งหลักการไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในทางปฏิบัติ  จนทำให้ทาง ป.ป.ช. มีการหารือและแจ้งให้ทางกรรมาธิการทำหนังสือเสนอชื่อ ของสื่อมวลชนและชาวบ้านที่ถูกฟ้องในคดี ที่เกี่ยวข้องกับโครงการขุดดินแลกน้ำ เพื่อนำไปประชุมเข้าระบบคุ้มครอง


ขณะเดียวกันทางปธ.กมธ.และกมธ. ได้ซักถามถึงแนวทาง การช่วยเหลือชาวบ้านและสื่อมวลชนที่ถูกฟ้องปิดปากนั้น จะมีขั้นตอนใด ที่ให้คดีความสามารถยุติไป ตั้งแต่ในชั้นการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากคำสั่ง อัยการสูงสุด มาตรา 161/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) คือกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อ “ป้องกันการแกล้งฟ้องคดีอาญาหรือคดีปิดปาก (Anti-SLAPP)” คุ้มครองกรณีที่ “ราษฎรหรือเอกชนเป็นโจทก์ยื่นฟ้องเอง” ไม่ครอบคลุมกรณีการไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหรืออัยการเป็นผู้สั่งฟ้อง


ทางตัวแทนสำนักงานอัยการสูงสุด  กล่าวว่า ในกรณี จะทำหนังสือไปยัง สำนักอัยการจังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดสระแก้วให้รับทราบว่า มี คดีที่เกี่ยวข้องจากการถูกฟ้อง SLAPPs ให้เพิ่มความระมัดระวังในการพิจารณาหรืออาจจะมีความเห็นยุติการฟ้องในชั้นศาลได้  แต่ด้วยขณะนี้ สื่อมวลชนและชาวบ้านได้รับทราบข้อกล่าวหาไปแล้วในชั้นพนักงานสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงต้องเป็นไปตามกลไกของกฎหมาย


ขณะที่ รองผู้กำกับการสอบสวน ตัวแทนจากสถานีตำรวจภูธรวังน้ำเย็น ระบุว่า ผู้ที่เข้ามาแจ้งความสื่อมวลชนนั้น แจ้งว่าตนได้รับความเสียหาย โดยที่การดำเนินการสอบสวนนั้นไม่ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการแลกน้ำ 


ทั้งนี้ในที่ประชุม ได้พูดถึงความคืบหน้าของผลักดันกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปากหรือ  Anti SLAPPs โดยขอความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยผลักดันกฎหมายดังกล่าวให้เข้าสู่สภา และบัญญัติกลายเป็นกฎหมาย เพื่อส่งเสริมให้สื่อมวลชนและประชาชนลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิ และเรียกร้องการตรวจสอบโครงการของรัฐ ที่อาจมีความผิดปกติ เพื่อป้องกันความสูญเสียของสาธารณประโยชน์