3 กรรมการ กสทช. ถก กมธ.พัฒนาการเมือง เหตุประชุมล่มติดกัน 5 ครั้ง ไม่ขอร่วมสังฆกรรม “นพ.สรณ” ด้านรองเลขาฯ กสทช. แจง “หมอสรณ”  พ้นตำแหน่งอย่างสมบูรณ์ ต้องรอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ


วันที่ 13 สิงหาคม 2569 ในการประชุมคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง สภาผู้แทนราษฎร เมื่อเวลา 13.30 น. มีการพิจารณาวาระ คุณสมบัติของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ในตำแหน่งประธาน กสทช. โดยได้เชิญกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) 3 คน ประกอบด้วย พลอากาศโทธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต และ รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย ร่วมประชุมและชี้แจง พร้อมกับผู้แทนเลขาธิการ กสทช. และสภาคุ้มครองผู้บริโภค ร่วมประชุม

ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม ดร.พิรงรอง ได้ยื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมให้กับ นางสาวภคมน หนุนอนันต์ ประธาน กมธ.พัฒนาการเมือง จากนั้นเริ่มเข้าสู่การประชุมโดย พลอากาศโทธนพันธุ์ ชี้แจงถึงสาเหตุที่การประชุมบอร์ด กสทช. ประสบภาวะล่มติดต่อกันถึง 5 ครั้ง ว่า นับตั้งแต่คณะกรรมการสรรหา กสทช. ซึ่งเป็นองค์กรตามกฎหมายที่ได้รับมอบอำนาจ มีมติและคำวินิจฉัยชี้ชัดเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา ว่า นพ.สรณ ถือเป็นผู้สละสิทธิตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 (2) แห่ง พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ตนก็ได้ส่งหนังสือถึงสำนักงาน กสทช. เพื่อขอให้พิจารณาข้อยุติในเรื่องนี้ก่อนทุกครั้งที่มีการนัดประชุม

ส่วนสาเหตุที่ต้องเรียกร้องให้หาข้อยุติก่อน เนื่องจากการที่ นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติตั้งแต่ต้น หากยังคงฝืนเข้าร่วมประชุมและมีการลงมติใดๆ ออกไป อาจส่งผลให้มติการประชุมนั้นๆ ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย และอาจก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงตามมา แต่ที่ผ่านมา ทั้ง นพ.สรณ และสำนักงาน กสทช. ยังคงยืนยันที่จะให้ นพ.สรณ เข้าร่วมประชุมในฐานะประธานต่อไป นอกจากนี้ ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ไม่รับคำฟ้องและยกคำร้องขอทุเลาการบังคับตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาที่ นพ.สรณ ได้ยื่นฟ้องไว้ ซึ่งหมายความว่าศาลไม่ได้มีคำสั่งคุ้มครองหรือทุเลาบังคับคำวินิจฉัยดังกล่าว มิหนำซ้ำศาลยังชี้แนะให้ดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อให้นำความกราบบังคมทูลให้พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20 วรรคสองต่อไป

พลอากาศโทธนพันธุ์ ระบุต่อไปว่า ตามมาตรา 20 วรรคสอง การพ้นจากตำแหน่งมีผลทันทีตั้งแต่วันที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ซึ่งเป็นการพ้นตำแหน่งแบบมีผลย้อนหลัง ไม่ต้องรอจนถึงวันที่ลงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง อีกทั้งในมาตรา 20 วรรคสาม ยังระบุชัดเจนว่า เมื่อมีกรณีเหตุดังกล่าว ให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และให้ถือว่าคณะกรรมการ กสทช. ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ ซึ่งเจตนารมณ์ของกฎหมายก็เพื่อป้องกันการละเมิดพระราชอำนาจ และไม่ให้ใช้การรอพระบรมราชวินิจฉัยมาเป็นข้ออ้างในการดึงเช็งปฏิบัติหน้าที่

“ผมขอตอกย้ำเจตนารมณ์ว่า ผมมีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะเข้าร่วมประชุมและทำหน้าที่ กสทช. ร่วมกับกรรมการที่เหลืออยู่ทั้ง 6 คน ซึ่งตามกฎหมายสามารถทำได้ และในอดีตบอร์ด กสทช. ก็เคยประชุมร่วมกันเพียง 5 หรือ 6 คนมาแล้ว แต่หากสำนักงาน กสทช. ยังคงดื้อดึงที่จะให้ นพ.สรณ มาร่วมประชุมหรือทำหน้าที่ประธาน ผมก็ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ เพราะเสี่ยงที่จะเกิดข้อโต้แย้งทางกฎหมายในอนาคต”

จากนั้น พลอากาศโทธนพันธุ์ ตอบคำถามผู้สื่อข่าวโดยยืนยันว่าตำแหน่งของ นพ.สรณ สิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่กรรมการสรรหามีมติชี้ขาดว่าคุณสมบัติไม่ครบ และสิ่งที่จะต้องพิจารณาทบทวนต่อนั่นก็คือ คำสั่งหรือมติต่างๆ ที่ นพ.สรณ ได้ลงนามไป ถือว่าสิ้นสุดลง

กสทช. ยันต้องรอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากประธาน กสทช.

ทางด้าน นางสาวอรดา เทพยายน ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ปฏิบัติการแทนรองเลขาธิการ กสทช. ชี้แจงต่อ กมธ. ว่า ตนได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่แทน นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. และชี้แจงกรณีที่สำนักงาน กสทช. ยังคงออกหนังสือเชิญกรรมการ กสทช. เข้าร่วมประชุมครบทั้ง 7 ท่าน รวมถึง นพ.สรณ ประธาน กสทช. แม้ว่าคณะกรรมการสรรหา กสทช. จะมีคำวินิจฉัยเรื่องการขาดคุณสมบัติหรือสละสิทธิ์ไปแล้วก็ตาม

นางสาวอรดา ระบุอีกว่า สำนักงาน กสทช. รับทราบและได้รับบันทึกข้อความจากกรรมการ กสทช. ทุกท่านแล้ว แต่ในส่วนข้อกฎหมายเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มีบทบัญญัติเรื่องการพ้นจากตำแหน่งไว้ชัดเจนในมาตรา 20 ซึ่งกำหนดไว้เฉพาะกรณี การเสียชีวิต, ลาออก, อายุครบ 70 ปี, ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 7 หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8

สำหรับกรณีที่คณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยว่า นพ.สรณ สละสิทธิตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 (2) นั้น เนื่องจากมาตรา 18 ไม่ได้ถูกระบุให้เป็นเหตุแห่งการพ้นจากตำแหน่งในมาตรา 20 โดยตรง แต่จัดอยู่ในกรณีตามมาตรา 20 (5) ซึ่งในวรรคสองของมาตราเดียวกัน ได้บัญญัติขั้นตอนไว้ชัดเจนว่า จะต้องนำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งเสียก่อน

นอกจากนี้ ทั้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะใหญ่ และคำพิพากษาของศาลฎีกา ต่างมีแนวทางเทียบเคียงไว้ตรงกันว่า ในกรณีที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรอจนกว่าจะมีพระบรมราชโองการฯ มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการก่อน

ในตอนท้าย นางสาวอรดา กล่าวเสริมอีกว่า ในเชิงการปฏิบัติ สำนักงาน กสทช. จึงมีความจำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุม โดยการจัดประชุมและทำหนังสือเชิญกรรมการ กสทช. ทั้ง 7 ท่านเข้าร่วมประชุมตามปกติ ไม่สามารถตัดชื่อหรือกันบุคคลใดบุคคลหนึ่งออกจากการประชุมได้ ส่วนประเด็นเรื่องอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหา ก็เป็นขั้นตอนที่ นพ.สรณ จะต้องดำเนินการต่อสู้ตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป ขณะนี้ทราบว่าเรื่องอยู่ในกระบวนการที่นายกรัฐมนตรีได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลแล้ว ซึ่งทันทีที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการ จึงจะเข้าเงื่อนไขสมบูรณ์ตามมาตรา 20 และสำนักงาน กสทช. ก็พร้อมที่จะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป.