“ลิซ่า ภคมน” ตั้งคำถามผลสอบโกงสอบท้องถิ่น ชี้อย่าตัดตอนความผิดเหลือแค่ข้าราชการ-ผู้สอบ จะกลายเป็นการ “ตุ๋น” มากกว่าแค่ต้มคนดู
วันที่ 13 สิงหาคม 2569 กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ยังคงมีคำถามถึงการตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องในระดับต่างๆ หลังคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่มี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ตรวจพบความผิดปกติหลายขั้นตอน ตั้งแต่การกำหนดอัตราตำแหน่ง การจัดทำ TOR การจัดจ้าง การจัดสอบ การประกาศผล ไปจนถึงการบรรจุแต่งตั้ง และเตรียมระบุรายชื่อผู้ที่เกี่ยวข้องมากกว่า 100 คน ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยย้ำว่าการมีชื่ออยู่ในกระบวนการไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นกระทำผิดแล้ว
ขณะเดียวกัน คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) มีมติยกเลิกประกาศการขึ้นบัญชีเดิม หลังพบผู้มีคะแนนผิดปกติ 5,924 ราย และเตรียมจัดลำดับคะแนนใหม่ โดยกระบวนการตรวจสอบและดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องยังอยู่ระหว่างการเดินหน้าของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นางสาวภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ตั้งข้อสังเกตต่อแนวทางการจัดการปัญหาของรัฐบาล โดยเห็นว่าการแสดงท่าทีขึงขังว่าจะจัดการกับการทุจริตสอบท้องถิ่น อาจไม่เพียงพอ หากท้ายที่สุดการตรวจสอบมุ่งไปที่ผู้กระทำผิดในระดับปฏิบัติ แต่ไม่ได้สาวไปถึงผู้มีอำนาจหรือฝ่ายการเมืองที่อาจเกี่ยวข้องกับกระบวนการตั้งแต่ต้น
นางสาวภคมน ระบุว่า หากพิจารณาจากรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการที่มีนายปกรณ์เป็นประธานแล้ว อดคิดไม่ได้ว่ากำลังมุ่งตัดตอนความผิด โดยทำให้ฝ่ายการเมืองและกระทรวงมหาดไทยกลายเป็นผู้บริสุทธิ์ ทั้งที่กรณีดังกล่าวมีผู้ที่จ่ายเงินเพื่อแก้ไขคะแนนเพื่อให้ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการจำนวนมากกว่า 5,000 คน
นอกจากนี้ นางสาวภคมน ยังตั้งข้อสังเกตถึงข้อมูลเกี่ยวกับการส่งรายชื่อบุคคลที่เป็นลูกหลานของฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง รวมถึงการโยกย้ายบุคลากรที่ถูกมองว่าเป็นคนของฝ่ายการเมืองเข้ามาดำรงตำแหน่งอธิบดีและตำแหน่งสำคัญในกระทรวง เพื่อเข้ามามีบทบาทในการจัดการสอบ
“ไหนจะรายชื่อฝ่ายการเมืองส่งมาลูกหลานคนนั้น ลูกคนนี้เข้ามา แถมยังมีการย้ายคนตัวเองมาเป็นอธิบดีและข้าราชการตำแหน่งสำคัญ เพื่อเข้ามาจัดการสอบ”
นางสาวภคมน กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของปัญหาว่า มหาวิทยาลัยบูรพาเป็นผู้ชนะการเสนอราคาในการจัดสอบ เนื่องจากเสนอราคาต่ำที่สุดที่ 82.5 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 275 บาทต่อคน โดยมีการลงนามสัญญาเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2567
อย่างไรก็ตาม ในวันเดียวกันมีการกล่าวอ้างว่ามีผู้ร้องเรียนว่ามหาวิทยาลัยบูรพาทุจริตในการจัดสอบโดยผู้ร้องเรียนเดินทางด้วยรถตู้ 2 คัน มายังกระทรวงมหาดไทย
นางสาวภคมน ตั้งคำถามว่า การร้องเรียนดังกล่าวมีที่มาอย่างไร โดยระบุว่าในการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการ ไม่พบทั้งหนังสือรับเรื่องร้องเรียน หรือแม้แต่หลักฐานภาพถ่ายประชาชนที่เดินทางมาร้องเรียนตามที่กล่าวอ้าง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า “จะทุจริตได้อย่างไรในเมื่อยังไม่มีการจัดสอบ”
จากกรณีดังกล่าว นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น ได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อร้องเรียน และมีคำสั่งให้ชะลอการลงนามสัญญา โดยนางสาวภคมนระบุว่ากระบวนการดังกล่าวถูกยื้อไว้นานประมาณ 1 ปี 1 เดือน ก่อนที่ต่อมาจะมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และมีการยกเลิกสัญญากับมหาวิทยาลัยบูรพา
ก่อนหน้านี้ นางสาวภคมนเคยตั้งข้อสังเกตถึงไทม์ไลน์การจัดจ้าง โดยระบุว่ามหาวิทยาลัยบูรพาเป็นผู้ชนะการเสนอราคาตั้งแต่แรก ก่อนที่ภายหลังจะมีการเปลี่ยนผู้รับจ้างเป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) และมีการปรับ TOR ใหม่ โดยเธอมองว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวควรได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดว่าเกิดขึ้นด้วยเหตุผลใด
นางสาวภคมนยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ตลอดกระบวนการที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เคยคิดปราบปรามการทุจริตเลย จนต้องอาศัยการตรวจสอบจาก ป.ป.ช. ตำรวจสอบสวนกลาง และหน่วยงานอื่นเข้ามาดำเนินการ
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ขณะนี้อาจกำลังมีความพยายามสร้าง “ตัวการใหญ่” ที่รับผิดชอบเฉพาะการสั่งล้มสัญญากับมหาวิทยาลัยบูรพา ทั้งที่ประเด็นที่ควรตรวจสอบให้ครบถ้วนกว่านั้น คือผู้ที่มีอำนาจในการออกแบบ เปลี่ยนแปลง และกำกับกระบวนการจัดสอบทั้งหมด “ดูแล้วขณะนี้กำลังตัดตอนหาคนรับผิดแทน ตีวงแคบ ไม่สืบไปหาฝ่ายการเมืองใดๆ”
หลังกรณีทุจริตการสอบท้องถิ่นถูกเปิดเผยไม่นาน นายอนุทิน กล่าวว่า พร้อมเอาผิดทุกคน และงานนี้ไม่มีมวยล้มต้มคนดูแน่นอน นางสาวภคมนจึงมีความเห็นต่อกรณีนี้ว่า “ตั้งท่าขึงขังเอาจริง ประกาศเอาให้ถึงตอ ไม่ใช่แค่ต้มคนดู แต่แบบนี้เรียกตุ๋น”
ทั้งนี้ ผลการตรวจสอบของคณะกรรมการที่มีนายปกรณ์เป็นประธานระบุว่า พบข้อบกพร่องและความผิดปกติในหลายขั้นตอน และจะระบุบุคคลที่เกี่ยวข้องกับแต่ละขั้นตอนเพื่อส่งต่อให้หน่วยงานที่มีอำนาจพิจารณาตามกฎหมาย โดยนายปกรณ์ย้ำว่าคณะกรรมการไม่ได้วินิจฉัยว่าบุคคลที่มีชื่อเกี่ยวข้องกว่า 100 คนกระทำผิดทั้งหมด แต่จะระบุว่าแต่ละคนเกี่ยวข้องกับขั้นตอนใด เพื่อให้หน่วยงานที่มีอำนาจดำเนินการตรวจสอบต่อไป