“ณัฐพงศ์” สส.กทม.พรรคประชาชน เปิด 3 โจทย์ใหญ่ร่างผังเมือง กทม. ฉบับใหม่ ชี้ต้องฟังเสียงประชาชนตั้งแต่ต้น ต้องไม่ยกเลิกผังโครงข่ายถนนแบบเหมาเข่ง-ปลดล็อกที่ดินรัฐแก้บ้านคนจน
วันที่ 13 สิงหาคม 2569 นายณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ สส.เขต กรุงเทพมหานคร ปีกพัฒนาเมืองของพรรคประชาชน แสดงความเห็นต่อร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) ซึ่งอยู่ระหว่างการปิดประกาศ 90 วัน เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบและยื่นคำร้องตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม ถึง 9 พฤศจิกายน 2569 โดยชี้ว่าร่างฉบับนี้น่าจะเป็นฉบับที่ใกล้เคียงกับฉบับที่จะมีผลบังคับใช้จริงมากที่สุด จึงขอเสนอ 3 โจทย์สำคัญที่ภาครัฐต้องนำไปถอดบทเรียนเพื่อพัฒนาผังเมืองให้เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง
นายณัฐพงศ์ ระบุว่า โจทย์ที่ 1 ปรับให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่เริ่มต้น ย้อนบทเรียนช่วงปี 2566–2567 ที่ร่างผังเมือง กทม. ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจนต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมครบทั้ง 50 เขต และรื้อทำร่างใหม่ สะท้อนว่ากระบวนการรับฟังความคิดเห็นแบบเดิมไม่ตอบโจทย์ ภาครัฐควรอัดฉีดกระบวนการส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นวางโจทย์แรก ไม่ใช่รอให้ทำร่างเสร็จแล้วค่อยนำมาปิดประกาศ ซึ่งทำให้แก้ไขได้ยากและประชาชนเกิดความไม่มั่นใจว่าเสียงของพวกเขาถูกรับฟังจริงหรือไม่
โจทย์ที่ 2 ต้องไม่ยกเลิกผังโครงข่ายถนน แบบเหมาเข่ง– แก้ปัญหาซอยตัน-สัดส่วนถนนต่ำเกณฑ์ แม้เห็นด้วยกับการยกเลิกโครงการถนนดั้งเดิมที่ไม่สามารถเกิดขึ้นจริงได้ในเชิงกายภาพ (เช่น สาย ช.2 ที่กลายเป็นชุมชนและหมู่บ้าน) เพื่อไม่ให้ผังเมืองเป็นเพียง “เสือกระดาษ” แต่ตั้งคำถามว่าการยกเลิกโครงการถนนแบบเหมาเข่งเป็นทางออกที่ดีที่สุดหรือไม่ เนื่องจาก กทม. มีพื้นที่ถนนไม่ถึง 10% ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานเมืองใหญ่ที่ควรมีราว 20% และมีปัญหาบล็อกขนาดใหญ่จากซอยตัน การทะลวงซอยตันและการพัฒนาถนนสายรองยังเป็นสิ่งจำเป็น หากภาครัฐวางแผนงานชัดเจนและรับฟังเสียงในพื้นที่เพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน
ส่วนโจทย์ที่ 3 ปลดล็อกที่ดินประเภท ส. (สีน้ำเงิน) รองรับที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย ในเชิงเนื้อหา ข้อกำหนดร่างผังเมืองได้เปิดช่องให้พัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย แต่กลับตกหล่น ข้อ 35 ที่ดินประเภท ส. (สถาบันราชการ สาธารณูปโภค และสาธารณูปการ) ซึ่งเป็นพื้นที่สีน้ำเงินของรัฐที่มักเกิดปัญหาชุมชนแออัดและที่อยู่อาศัยไม่มั่นคงมากที่สุด แม้ทางเทคนิคจะมองว่าหน่วยงานเจ้าของที่ดินสามารถพัฒนาตามนโยบายได้เอง แต่ในทางปฏิบัติ กรม/หน่วยงานปฏิบัติจำนวนมากยังคงตีความกฎหมายเคร่งครัดว่าทำไม่ได้เพราะไม่มีระบุในข้อกำหนด จึงเสนอให้แก้ไขระบุให้ชัดเจน เพื่อเปิดช่องแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยให้คนจนเมืองได้อย่างแท้จริง
นายณัฐพงศ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ผังเมืองต้องเป็นเครื่องมือที่เมืองและประชาชนมองเห็นอนาคตร่วมกัน ไม่ใช่ผังที่ทอดทิ้งคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มที่มีทางเลือกน้อยที่สุด เพื่อมุ่งสู่การสร้างเมืองที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง