อธิบดีปกครอง แจงไม่ได้แจกปืนเป็นรางวัลกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านเกาะพะงัน เปลี่ยนเป็นสิ่งของ-เงินสดแทน ยัน ระงับออกใบ ป.3 ทั่วประเทศ เปิดทางตำรวจพกปืนได้ขณะปฏิบัติหน้าที่แต่ต้องมีคำสั่งผู้บังคับบัญชา
เมื่อเวลา 10.17 น. วันที่ 13 สิงหาคม 2569 นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ให้สัมภาษณ์ที่เมืองทองธานี ถึงกรณีงานเลี้ยงครบรอบ 134 ปี กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ที่เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี จับรางวัลแจกปืนลูกซองยาวมอบเป็นของขวัญ 5 กระบอก ว่า นโยบายตอนนี้เราควบคุมปริมาณเรื่องปืน การจำกัดเป็นนโยบายสำคัญที่นายกรัฐมนตรีให้ระงับการออกใบอนุญาตซื้อขายใบ ป.3 เอาไว้ก่อน โดยรางวัลผู้ใหญ่บ้าน จะมอบสิ่งอื่นที่มีมูลค่าเท่ากับอาวุธปืนที่เขาจะได้รับให้แทน เป็นไปตามนโยบายที่นายกรัฐมนตรีให้ไว้
ผู้สื่อข่าวถามต่อ นโยบายออกมาแล้วแต่ยังคงมีการแจกปืนอยู่ นายนฤชา ระบุว่า ไม่ได้แจก แต่เป็นการมอบรางวัลตามระเบียบของอาวุธปืน เราเปลี่ยนใหม่เป็นให้สิ่งที่มีมูลค่าทดแทนกันได้ อาจจะเป็นเงินสดหรือสัญลักษณ์ เมื่อถามอีกว่าจากนี้นโยบายให้ปืนกับกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านจะไม่มีแล้วใช่หรือไม่ นายนฤชา ระบุว่า จะต้องยกเลิกไปก่อน ระงับออกไปก่อน แม้ระเบียบยังมีอยู่ แต่ในระเบียบก็มีช่องว่าง และที่ผ่านมาเรามอบเข็มและใบประกาศ แต่รางวัลอื่นจะต้องจัดหาทุกปี ก็เช่นเดียวกันกับอาวุธปืนจะต้องจัดหาจากต่างประเทศ โดยปีนี้เป็นนโยบาย จึงจำเป็นต้องมอบสิ่งอื่นที่มีมูลค่าทดแทนกัน
“ไม่มีการจัดหาในแต่ละปีต้องดำเนินการตรวจสอบ แต่ละคนที่ได้รางวัลไปเขาต้องไปขอออกใบอนุญาตก่อน คือออกใบ ป.3 แต่เราระงับไปแล้ว ไม่ใช่แค่สั่งระงับ แต่เราล็อกระงับชั่วคราว โดยใช้ฐานข้อมูลจากส่วนกลางหยุดปฏิบัติการออกใบ ป.3 ทั่วประเทศ และสัปดาห์ที่แล้วที่มีการมอบรางวัลเป็นการมอบแหนบทองคำกับใบประกาศ ไม่มีการมอบอาวุธปืน”
ส่วนกรณีเมื่อวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา คำสั่งของกรมปกครองที่ระงับปืนสวัสดิการ มีเสียงสะท้อนจากตำรวจว่า การมีปืนสวัสดิการก็เพื่อการเข้าถึงของเจ้าหน้าที่ กรมการปกครองได้หารือกับตำรวจบ้างหรือไม่ นายนฤชา ระบุว่า เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจว่า วันนี้แม้แต่ปืนสวัสดิการเอง แต่เดิมมีไว้สำหรับให้เจ้าหน้าที่, ข้าราชการ ที่ทำหน้าที่และการรักษาความสงบเรียบร้อย แต่วันนี้เป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้องจำกัดปริมาณของอาวุธปืน แม้แต่ปืนสวัสดิการเองก็จำเป็นต้องระงับเช่นเดียวกัน เป็นกลางทั้งสำหรับข้าราชการและประชาชน
เมื่อถามอีกว่ามีเสียงสะท้อนจากตำรวจที่จะต้องมีการพกอาวุธปืนในการปฏิบัติหน้าที่ ถ้าหากจะต้องนำปืนไปเก็บไว้ที่สถานีตำรวจนครบาล (สน.) หรือสถานีตำรวจภูธร (สภ.) หากมีเหตุฉุกเฉินเขาจะสามารถปกป้องตัวเองได้อย่างไร นายนฤชา กล่าวว่า เป็นเรื่องของแต่ละหน่วยปฏิบัติ แต่ในทางปฏิบัติที่แก้ไขเรื่องนี้คืออนุญาตให้เฉพาะเจ้าหน้าที่ที่อยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ต้องมีคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาเป็นลายลักษณ์อักษร มอบหมายให้ไปปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ ตามหน้าที่ของตนเอง ทุก สน. ทุกหน่วยราชการต้องออกคำสั่งรองรับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เหล่านั้น ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถนำปืนไปปฏิบัติหน้าที่ได้.