รัฐบาลย้ำเดินหน้าปราบทุจริตจริงจัง แจงสางคดีสำคัญคืบหน้า ปราบขบวนการ “พ่อทิพย์-กักตุนน้ำมัน” ขยายผลทุกกรณี จับมือเอกชนดัน “ภาครัฐระบบเปิด” สกัดคอร์รัปชันระยะยาว


วันที่ 12 สิงหาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวทางและการดำเนินงานของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการปราบปรามการทุจริตในทุกระดับ โดยเฉพาะกรณีที่เป็นประเด็นอยู่ในความสนใจของสังคม ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เด็ดขาด และต่อเนื่อง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและความมั่นคงของประชาชน 

สำหรับความคืบหน้าการปราบปรามขบวนการว่าจ้างชายไทยจดทะเบียนรับรองบุตรและแจ้งเกิดเท็จ เพื่อช่วยให้เด็กต่างชาติได้รับสัญชาติและสูติบัตรไทยอย่างผิดกฎหมายนั้น กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เปิด 3 ปฏิบัติการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งกระทำการทุจริตเกี่ยวข้องกับระบบทะเบียนราษฎร ปัญหาการขอสัญชาติไทยและสถานะทางทะเบียนโดยมิชอบ อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ 

1. ปฏิบัติการ “ทลายกุมารทิพย์” สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 4 ราย และสำนักทะเบียนท้องถิ่นเขตห้วยขวางได้ดำเนินการเพิกถอนรายการแจ้งเกิดอันเป็นเท็จของบุตรคนต่างด้าว 2 รายแล้ว ส่วนที่เหลือกำลังอยู่ในระหว่างสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

2.ปฏิบัติการ “ย้อนเกล็ดมังกร” เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 สามารถจับกุมบุคคลตามหมายจับ จำนวน 6 ราย ซึ่งเป็นชาวจีน 2 ราย ชายไทยที่รับจ้างจดทะเบียนสมรสและรับรองบุตรอันเป็นเท็จ 3 ราย และเจ้าหน้าที่สำนักงานเขต 1 ราย จากนั้นได้ดำเนินการสืบสวนขยายผลปฏิบัติการ และออกหมายจับผู้กระทำความผิดอีก 35 ราย เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 

3. ปฏิบัติการ “ถอดเกล็ดมังกร” จับกุมขบวนการอำพรางการจดทะเบียนสมรสและทุจริตระบบทะเบียนราษฎรเพื่อแจ้งเกิดให้บุตรได้สัญชาติไทยอันเป็นเท็จ โดยผลปฏิบัติการ (ข้อมูลเมื่อวันที่ 9-11 กรกฎาคม 2569) พบว่าศาลอนุมัติหมายจับแล้วจำนวน 35 หมาย ซึ่งจับกุมตัวได้แล้ว 32 ราย ในส่วนของมารดาสัญชาติจีนนั้นมี 1 รายที่เดินทางออกนอกประเทศ และอีก 2 ราย หลบหนีออกจากที่พัก ซึ่งศาลมีความเห็นว่าบุคคลดังกล่าวมีพฤติการณ์ร้ายแรง ทำเป็นขบวนการ ส่งผลต่อความมั่นคง จึงไม่อนุมัติให้ประกันตัวบุคคลตามหมายจับทั้ง 27 ราย ขณะที่กรมการปกครอง ได้แจ้งให้นายทะเบียนเพิกถอนการแจ้งเกิดของเด็กที่พบว่าเป็นการแจ้งเกิดอันเป็นเท็จแล้วทั้งหมด นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จะดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเงินและยึดอายัดทรัพย์สินของผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

นางสาวรัชดา กล่าวว่า อีกกรณีที่อยู่ในความสนใจของประชาชนเช่นกัน คือการตรวจพบความผิดปกติของน้ำมันประมาณ 57 ล้านลิตร มูลค่ากว่า 2.3 พันล้านบาท ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการการทำงานเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินคดี โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กรมธุรกิจพลังงาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กรมเจ้าท่า ฝ่ายปกครอง กระทรวงกลาโหม และศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) บูรณาการการทำงานตรวจสอบเส้นทางน้ำมัน รวมถึงดำเนินคดีกับบริษัทเอกชนและผู้เกี่ยวข้อง จำนวนทั้งสิ้น 3 คดี ทั้งในพื้นที่ จ.อ่างทอง และภาคใต้ โดยผู้ต้องหาได้รับทราบข้อกล่าวหาแล้ว อย่างไรก็ตาม ดีเอสไอยังเดินหน้าสืบสวนคลังน้ำมันและผู้ค้าน้ำมันในพื้นที่อื่น เพื่อขยายผลและดำเนินคดีทุกฐานความผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

“ปัญหาการทุจริตทุกเรื่องที่เกิดขึ้น รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจหรือปล่อยผ่าน หน่วยงานต่างๆ ได้ดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจังและเด็ดขาด ยังคงสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน นอกจากนี้ รัฐบาลยังดำเนินการป้องกันการทุจริตในระยะยาว ด้วยการร่วมมือกับภาคเอกชนจัดตั้งคณะกรรมการร่วมพหุภาคีเพื่อการบริหารงานภาครัฐระบบเปิด ผลักดันกลไกภาครัฐระบบเปิด (Open Government) เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลภาครัฐและมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายได้มากขึ้นกว่าเดิม พร้อมทั้งยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น”