“ปกรณ์” ลุยรื้อโครงสร้างกำลังคนภาครัฐ ตรึงโควตา-ทยอยยุบส่วนกลางในภูมิภาค ลดกำลังคนกว่า 30,000 อัตรา พร้อมตั้งเป้าระยะยาวหั่นงบประจำเหลือ 30%
เมื่อเวลา 13.55 น. วันที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เสนอการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ โดยการดำเนินการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล เนื่องจากปัจจุบันงบประมาณประเทศประมาณ 73% ถูกใช้ไปกับรายจ่ายประจำ ทำให้เหลืองบประมาณสำหรับการลงทุนและพัฒนาประเทศในสัดส่วนที่จำกัด จึงจำเป็นต้องเร่งทบทวนโครงสร้างและภารกิจของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทั้งนี้ ได้มีการนำเสนอมาตรการจาก 2 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เพื่อปรับปรุงทั้งโครงสร้างกำลังคนและรูปแบบการทำงานของภาครัฐ สำหรับแนวทางของสำนักงาน ก.พ. มี 4 มาตรการหลัก ประกอบด้วย
มาตรการที่ 1 การตรึงอัตรากำลัง โดยกำหนดให้จำนวนบุคลากรที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นเพดานอัตรากำลังสูงสุด หรือ Ceiling ของส่วนราชการและหน่วยงานภาครัฐ พร้อมขอความร่วมมือให้หน่วยงานอื่นนำแนวทางดังกล่าวไปปรับใช้ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ
มาตรการที่ 2 การยุบเลิกตำแหน่งที่ไม่จำเป็น ทั้งในประเภทวิชาการและประเภททั่วไป โดยจะไม่กระทบต่อผู้ที่ครองตำแหน่งอยู่ในปัจจุบัน
มาตรการที่ 3 เป็นการยุบเลิกสายงานที่ไม่มีความจำเป็นต้องมีบุคลากรจำนวนมาก ซึ่งเป็นการปรับตามภารกิจของหน่วยงาน
มาตรการที่ 4 เป็นการปรับโครงสร้างและภารกิจของหน่วยงานให้มีความทันสมัยและรัดกุมมากขึ้น โดยเน้นการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการให้บริการประชาชนอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงการจัดซื้อคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์เทคโนโลยีเท่านั้น
ขณะที่แนวทางของ ก.พ.ร. มุ่งลดภาระจากโครงสร้างหน่วยงานราชการส่วนกลางที่ไปจัดตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันมีอยู่เป็นจำนวนมาก โดยจะยุติการจัดตั้งหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคเพิ่มเติม และกำหนดให้จำนวนที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นเพดานสูงสุด สำหรับหน่วยงานที่มีอยู่เดิม จะมีการทบทวนบทบาทและภารกิจ ก่อนทยอยยุบเลิกอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้กระทบต่อการให้บริการประชาชน โดยตั้งเป้าหมายลดจำนวนหน่วยงานลงจากที่มีอยู่ในปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง
นายปกรณ์ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการปรับบทบาทภาครัฐในยุคใหม่ คือการเปลี่ยนจากรัฐที่ทำหน้าที่ควบคุมหรือกำกับดูแล มาเป็นรัฐที่ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้ประชาชน เพื่อให้การบริการภาครัฐมีความทั่วถึง มีประสิทธิภาพ และใช้ต้นทุนให้น้อยที่สุด ส่วนเป้าหมายการลดอัตรากำลัง เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถลดได้มากกว่า 30,000 อัตรา โดยแต่ละหน่วยงานต้องกลับไปทบทวนบทบาทและภารกิจของตัวเองว่า งานใดสามารถลดขั้นตอน งานใดสามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาทดแทน หรือภารกิจใดไม่จำเป็นต้องดำเนินการในรูปแบบเดิม ก่อนจัดทำแผนเสนอสำนักงาน ก.พ. เพื่อทยอยปรับลดอัตรากำลังต่อไป ขณะที่ ก.พ.ร. จะจัดทำรายละเอียดของแผนและนำมาเปิดเผยให้ประชาชนรับทราบต่อไป
เมื่อถามถึงเป้าหมายการปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำ นายปกรณ์ กล่าวว่า เป้าหมายที่ตั้งไว้คือการลดสัดส่วนงบประมาณประจำให้เหลือไม่เกิน 30% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ต้องการผลักดันให้เกิดขึ้นในระยะยาว แม้ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ได้เสนอคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการก็ตาม
“ถ้าเราไม่ทำตอนนี้ อนาคตลูกหลานจะเดือดร้อน เราต้องยอมรับความจริงกันว่านี่คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว เราต้องแก้ไข การปรับเปลี่ยนโครงสร้างกำลังคนและงบประมาณจะไม่สามารถเห็นผลได้อย่างรวดเร็วภายใน 1-2 ปี เพราะเป็นการปฏิรูปโครงสร้างขนาดใหญ่ จำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและค่อยเป็นค่อยไป โดยอาจต้องใช้เวลาผลักดันถึง 8 ปี ไม่ใช่เพียงกรอบเวลา 4 ปีของรัฐบาลหนึ่งรัฐบาล”
ครม. ไฟเขียว แนวทางปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ
ทางด้าน นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญในการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เนื่องจากสถานะทางการคลังของประเทศ งบประมาณรายจ่ายประจำอยู่ที่ 70% เป็นงบประมาณด้านบุคลากรในสัดส่วนที่สูงมาก และรัฐบาลมีภารกิจสำคัญหลายด้านที่จำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนประเทศ ดังนั้นการดำเนินการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ จึงเป็นเรื่องจำเป็น ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อศึกษาแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ เป็นไปตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา
วันนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการฯ เสนอ ดังนี้ กรณีการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ ให้ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี โดยให้ส่วนราชการตรึงอัตรากำลัง บริหารอัตรากำลังที่มีอยู่ และบรรจุอัตราว่างเท่าที่จำเป็นตามผลการสอบแข่งขัน/คัดเลือกที่ได้ประกาศขึ้นบัญชี หรืออยู่ระหว่างดำเนินการสอบแข่งขัน/คัดเลือก เพื่อควบคุมการเพิ่มกรอบอัตรากำลังในภาพรวม รวมทั้ง ให้คณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวง (อ.ก.พ. กระทรวง) ดำเนินการต่อไปนี้
1. พิจารณายุบเลิกกรอบอัตราข้าราชการ ประเภทวิชาการระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ และประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป ยกเว้นกรณีที่มีการประกาศรับสมัครไว้แล้วและรายงานผลการพิจารณายุบเลิกให้คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ทราบภายในเดือนธันวาคม 2569
2. ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งเดิมเคยได้รับการทดแทนด้วยการจ้างงานรูปแบบอื่น (พนักงานราชการ) ตามสัดส่วนที่มาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2566-2570) กำหนดไว้ โดยไม่ทดแทนด้วยกรอบพนักงานราชการ (ยกเว้น กรณีสายงานแพทย์และทันตแพทย์ ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องใช้บรรจุนักศึกษาแพทย์และทันตแพทย์ที่สำเร็จการศึกษา และกรณีผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำ) ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวให้ครอบคลุมตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571-2575
3. ยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุ จำนวน 11 สายงาน ภายในระยะเวลาตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป ได้แก่
1) เจ้าพนักงานธุรการ (เฉพาะในราชการบริหารส่วนกลาง)
2) เจ้าพนักงานเผยแพร่และประชาสัมพันธ์
3) เจ้าพนักงานสื่อสาร
4) เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา
5) เจ้าพนักงานห้องสมุด
6) นายช่างขุดลอก
7) นายช่างพิมพ์
8) นายช่างภาพ
9) นายช่างศิลป์
10) บรรณารักษ์ [ยกเว้น กรณีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.)]
11) ผู้ประกาศและรายงานข่าว
ทั้งนี้ เพื่อให้การปรับลดอัตรากำลังในสายงานสนับสนุนดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติราชการ ให้ส่วนราชการทยอยยุบเลิกตำแหน่งเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งพ้นจากราชการและพิจารณาใช้รูปแบบการจ้างงานอื่นที่เหมาะสมทดแทน ควบคู่กับการวางแผนและบริหารกำลังคนในระยะยาว
นางสาวรัชดา กล่าวต่อไปว่า มติ ครม. ยังให้ทุกส่วนราชการทบทวนบทบาท ภารกิจ และการจัดโครงสร้างของหน่วยงานให้สอดรับกับอัตรากำลังที่กำหนดจากมาตรการตรึงอัตรากำลัง และดำเนินการตามมาตรการโครงสร้างของส่วนราชการ โดยจะต้องไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานและการให้บริการประชาชน
รวมทั้ง ให้สำนักงาน ก.พ. ดำเนินการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด มาตรการชะลอกำหนดตำแหน่งเป็นระดับสูงขึ้น และให้ส่วนราชการที่รับผิดชอบโดยตรงจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น มาตรการสนับสนุนแนวทางการจ้างเหมาบริการ มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานภาครัฐด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล มาตรการปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการและลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานภาครัฐ การปฏิรูประบบเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป
“การปฏิรูประบบการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน มุ่งสนับสนุนให้ภาครัฐใช้จ่ายงบประมาณด้านบุคลากรอย่างคุ้มค่า มีโครงสร้างส่วนราชการและอัตรากำลังที่เหมาะสมกับบทบาท ภารกิจ รวมทั้งการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบัน”