ครม.ยกระดับความปลอดภัยข้อมูล หลังบัญชีผู้ใช้งานรั่วไหล สั่ง 300 กรมเปลี่ยนพาสเวิร์ดภายใน สร้างมาตรฐานทัดเทียมระดับสากล
วันที 11 สิงหาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแนวทางการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลจากเหตุบัญชีผู้ใช้งานสำหรับยืนยันตัวตน (Credential) รั่วไหล ด้วยมาตรการยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (Multi-Factor Authentication: MFA) เช่น การใช้ Digital Identity (ThaID) หรือวิธีอื่นที่มีความมั่นคงปลอดภัย ตามที่คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (กมช.) เสนอ
ทั้งนี้ เพื่อยกระดับการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคล ลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ในภาครัฐอย่างเป็นระบบ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ภาคธุรกิจ และนักลงทุน ยกระดับประเทศไทยสู่มาตรฐานสากล พร้อมมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ดำเนินการตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 เพื่อประสานงานและตอบสนองภัยคุกคามได้อย่างทันท่วงที
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุม ครม. ได้เห็นชอบ 3 มาตรการสำคัญ ซึ่งเป็นผลจากการประชุม กมช. เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ดังนี้ Force Reset Password บังคับให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานภาครัฐสังกัดกว่า 300 กรม เปลี่ยนรหัสผ่านใหม่ทั้งหมดทันที เพื่อตัดวงจรไม่ให้ผู้ประสงค์ร้ายนำฐานข้อมูลเก่าที่รั่วไหลไปสวมรอยใช้งานได้อีก System Cleansing ภายใน 15 วัน ให้ทุกกระทรวงและ 300 กรม ตรวจสอบระบบสารสนเทศในสังกัดกว่า 30,000 ระบบ หากพบระบบใดเป็นระบบเก่าหรือระบบร้างที่ไม่ใช้งานแล้ว ให้ทำการปิดการเข้าถึงเชิงระบบ (แบ็กเอนด์) อย่างถาวรภายใน 15 วัน เนื่องจากที่ผ่านมาหลายหน่วยงานปิดเพียงหน้าเว็บไซต์ แต่ปล่อยระบบหลังบ้านทิ้งไว้จนกลายเป็นช่องโหว่ และยกระดับใช้ MFA ทั่วประเทศ: บังคับใช้ระบบยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (Multi-Factor Authentication) ในระบบสารสนเทศของภาครัฐทั้งหมดอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อความปลอดภัยสูงสุด