ประชุมบอร์ด กสทช. ล่ม 4 ครั้งต่อเนื่อง องค์ประชุมไม่ครบ ทำ 44 วาระเร่งด่วนยังคงค้าง มองคนละมุม “เล่นเกม ไม่เล่นเกม” ขอนายกฯ ปลดล็อกวิกฤตองค์กร “นพ.สรณ” ยัน เดินหน้ายื่นอุทธรณ์คำสั่งศาล


วันที่ 11 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 09.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดประชุมคณะกรรมการ กสทช. อีกครั้งตามวาระ หลังก่อนหน้านี้การประชุมล่มถึง 3 ครั้งต่อเนื่อง ไม่สามารถดำเนินการได้ ด้วยเหตุองค์ประชุมไม่ครบ ซึ่งในวันนี้ก็เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิม หลังศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. เดินเข้าห้องประชุม ทางกรรมการ กสทช. จำนวน 3 คน ประกอบด้วย พลอากาศโท ดร.ธนพันธ์ หร่ายเจริญ, ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต และนายศุภัช ศุภชลาศัย ก็ได้เดินออกจากห้องประชุม โดยใช้สิทธิ “ขอสงวนสิทธิไม่เข้าร่วมประชุมโดยเหตุผลทางกฎหมาย” ส่งผลให้การประชุมไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบอีกครั้ง นับเป็นการล่มติดต่อกันเป็นครั้งที่ 4 แล้ว สำหรับการประชุมบอร์ด กสทช.

จากนั้น ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง เปิดเผยว่า การที่คณะกรรมการขอสงวนสิทธิไม่เข้าร่วมประชุม ไม่ได้เป็นการเล่นเกม แต่เป็นการทำหน้าที่ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ ซึ่งมีกระแสจากสังคมบางกลุ่มกำลังเข้าใจผิดว่ากรรมการกำลังเล่นเกมการเมืองเพื่อดิสเครดิตองค์กร กรรมการแตกแยก ทั้งที่ความเป็นจริงพวกตนต่างหากที่เป็นผู้ถูกกระทำและถูกฟ้องร้องหลายคดี

“ดิฉันเรียนตรงๆ ว่าเราไม่อยากเล่นเกมนะคะ นี่เป็นหน้าที่ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ มาให้ปฏิบัติหน้าที่ ถึงแม้จะมีการเล่นเกม ปล่อยข่าว หรือพยายามดิสเครดิตกรรมการว่าแตกแยกกัน เราถูกฟ้องทั้งคดีแพ่ง อาญา และปกครอง พวกเราเป็นผู้ถูกกระทำค่ะ บางทีคุยกันว่าเราเหมือนเป็น กสทช. ชั้นสองในสำนักงาน แต่เราก็ยังทำหน้าที่ให้เต็มที่ ถ้าจะเล่นเกมเพื่อดิสเครดิตให้มี การออก พ.ร.ก. มาล้ม กสทช. ทั้งหมด ทั้งที่สาเหตุมาจากคนเดียวที่ประชุมไม่ได้ ก็ขอให้สื่อใช้วิจารณญาณดู”

นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงคำสั่งศาลปกครองล่าสุดที่ไม่รับฟ้องและไม่ทุเลาการบังคับตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา ซึ่งถือเป็นที่สุดตามมาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ สรุปคือประธานเป็นผู้สละสิทธิและขาดคุณสมบัติตั้งแต่ต้นปี 2565 คณะกรรมการจึงไม่ได้เล่นเกม แต่เรามาเพื่อปฏิบัติหน้าที่

“เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ออก ผลจะย้อนไปถึงวันที่วินิจฉัยว่าสละสิทธิคือตั้งแต่ต้นปี 2565 หากเราปล่อยให้ท่านร่วมประชุมลงมติ มติเหล่านั้นอาจไม่ชอบด้วยกฎหมายและใช้การไม่ได้ ใครจะรับผิดชอบ วาระสำคัญทั้งเรื่องดาวเทียม ทีวีดิจิทัล อนาคตของช่องต่างๆ จะได้รับผลกระทบหมด”

ทางด้าน พลอากาศโท ดร.ธนพันธ์ ระบุว่า ได้มีหนังสือถึงสำนักงาน กสทช. ไปแล้วก่อนหน้าว่า มีคำสั่งศาลปกครองไม่รับคำร้อง หมายความว่าคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหาเป็นที่สุด ซึ่งระบุว่า นพ.สรณ เป็นผู้สละสิทธิ ไม่สามารถดำรงตำแหน่งกรรมการได้ตั้งแต่แรก ดังนั้นเมื่อ นพ.สรณ มา คณะกรรมการ จึงไม่สามารถร่วมประชุมได้ 

“ผมเปรียบเทียบเหมือนพระที่ปาราชิกไปแล้ว แม้จะมีสมณศักดิ์ที่ต้องรอการถอดถอนภายหลัง แต่ความเป็นพระย่อมสิ้นสุดไปแล้ว จะให้มาร่วมสังฆกรรมไม่ได้ หรือเหมือนทหารที่ถูกพิพากษาให้พ้นจากความเป็นทหาร จะมาทำหน้าที่ต่อไม่ได้แม้จะรอการถอดถอนยศ ยืนยันว่าพร้อมประชุม 6 คนกับกรรมการฯ ที่เหลือ แต่ไม่สามารถร่วมทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องได้ครับ”

ขณะที่เรื่องวาระค้าง ได้มีหนังสือทวงถามประธานฯ มาตลอด ปี 2567 คงค้าง 40 เรื่อง, ปี 2568 ค้าง 42 เรื่อง และต้นปี 2569 ค้างถึง 45 เรื่อง ทั้งเรื่อง Roadmap และการเผยแพร่สื่อ ไม่ใช่ว่าเราไม่ปฏิบัติหน้าที่ แต่ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาพยายามเร่งรัดมาโดยตลอด ทั้งนี้ เมื่อศาลปกครองไม่คุ้มครอง ไม่ทุเลาการบังคับ ขั้นตอนการทูลเกล้าฯ ให้ออกก็ต้องดำเนินต่อโดยนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้รักษาการตาม พ.ร.บ. ต้องทราบดีว่าต้องทำอย่างไรเพื่อปลดล็อกตรงนี้ เพื่อให้งานเดินต่อได้ 

ทางด้าน นพ.สรณ โต้กลับ โดยย้ำไม่ขาดคุณสมบัติ วันนี้ตั้งใจที่จะแจ้งพยานหลักฐานสำคัญที่เพิ่งได้รับจากมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ว่าไม่ได้กระทำผิดตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. แต่น่าเสียดายที่คณะกรรมการ กสทช. บางท่านไม่เข้าร่วมประชุม จึงขอแถลงข้อเท็จจริงต่อสื่อมวลชนและถ่ายทอดเสียงให้เจ้าหน้าที่และพนักงานทราบทั่วกัน หวังว่าเมื่อชี้แจงเหตุผลแล้ว คณะกรรมการอาจจะกลับมาร่วมปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและสาธารณะต่อไป 

สำหรับประเด็นคำสั่งศาลปกครองที่ไม่รับฟ้อง เนื่องจากให้เหตุผลว่าไม่ได้เป็นผู้รับความเดือดร้อนเสียหาย หมายความว่าคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหาไม่มีผลต่อการดำรงตำแหน่งและอำนาจหน้าที่ ดังนั้น จึงยืนยันว่ายังคงต้องปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง ซึ่งคำวินิจฉัยของกรรมการสรรหา ที่ระบุว่ามีการสละสิทธินั้นไม่ถูกต้อง เพราะตามกฎหมายการสละสิทธิต้องเกิดขึ้นก่อนนายกรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูล

นอกจากนี้ ยังได้โชว์หนังสือยืนยันจากมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ระบุว่า นพ.สรณ ได้ลาออกจากการเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัยและคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เรียบร้อยสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 หลังจากนั้นจนถึงวันที่ 12 เมษายน เป็นการประกอบวิชาชีพแพทย์อิสระตามความจำเป็นในการส่งต่อผู้ป่วย โดยไม่ได้รับเงินเดือนโดยตรงจากมหาวิทยาลัย พร้อมมีหลักฐานการเสียภาษีปี 2565 ยืนยันว่ารายได้ในช่วงมกราคม-มิถุนายน 2565 เป็นรายได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระ จึงอยากฝากถามคณะกรรมการสรรหา ว่า ทำไมถึงเร่งรีบสรุปโดยไม่รอหนังสือตอบจากมหาวิทยาลัยมหิดล และตรวจสอบเอกสารครบถ้วนหรือไม่

พร้อมตั้งข้อสังเกตคุณสมบัติประธานกรรมการสรรหา ว่า ความเป็นกรรมการของประธานกรรมการสรรหาเองก็น่าจะสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2566 เนื่องจากอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ ซึ่งควรใช้มาตรฐานเดียวกับกรรมการ กสทช. แต่กลับไม่มีการยกประเด็นนี้ขึ้นมาพิจารณา ทั้งนี้ จะเดินหน้ายื่นอุทธรณ์คำสั่งศาล เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง อยู่ในกระบวนการอุทธรณ์ยังมีระยะเวลาถึง 30 วัน ส่วนท่านนายกรัฐมนตรีได้ทำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ หรือยังนั้น ตนเองก็ยังไม่ทราบ 

นพ.สรณ ย้ำอีกว่า การประกอบวิชาชีพในวันเสาร์-อาทิตย์เป็นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ตราบใดที่ไม่ได้ขัดแย้งกับงาน กสทช. เมื่อถูกถามว่าเป็นเกมดิสเครดิตหรือไม่ ประธาน กสทช. ยอมรับตรงๆ ว่า “มันเป็นเกมทั้งหมดนั่นแหละครับ ผมไม่รู้ว่าคุณจะอ่านเกมยังไง” พร้อมเผยว่า “ตลอด 4 ปีที่ผ่านมามีแรงกดดันมาโดยตลอด ยืนยันจะเดินหน้าต่อเพราะมันเป็นจิตสำนึกว่าต้องทำในสิ่งที่ถูกต้องครับ”