“นายกฯ” เรียกหน่วยงานมั่นคงถกด่วน รับมอบนโยบายทำงาน หลังเกิดเหตุกราดยิง เข้มบังคับใช้กฎหมายอาวุธปืน มอบ “ปกรณ์” ปรับปรุง-ออกกฎหมายใหม่ หารือโยกย้ายเหล่าทัพ ปัดเอี่ยวข้ามห้วยนั่ง เลขาฯ สมช.
วันที่ 10 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 09.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และภริยา ถวายเครื่องสักการะแด่ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา ประจำปี 2569 ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โดยก่อนเข้าถวายสักการะ เมื่อเวลาประมาณ 08.00 น. นายกรัฐมนตรีได้เรียก พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พลตำรวจเอกสำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายภูมิวิศาล เกษมสุข เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เข้าพบที่กระทรวงมหาดไทย
ทั้งนี้ มีรายงานว่า นายกรัฐมนตรีได้เรียกมาเพื่อรับมอบนโยบายการทำงานในห้วงที่เกิดสถานการณ์สำคัญ อาทิ มาตรการควบคุมอาวุธปืนทั่วประเทศ ภายหลังเกิดเหตุการณ์ยิงครู-นักเรียนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงติดตามความคืบหน้าการตรวจสอบทุจริตสอบท้องถิ่น ภายหลังพบผู้กระทำผิดถึง 5,925 ราย และนำไปสู่การถอดถอนผู้ทุจริตพ้นตำแหน่ง ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับข้าราชการระดับสูง ขณะที่ภายหลังเข้าพบ พลโทอดุลย์ ปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ว่านายกรัฐมนตรีได้กำชับเรื่องใดบ้าง โดยระบุว่า ให้ไปถามนายกรัฐมนตรี ทางด้าน พลตำรวจเอกสำราญ เปิดเผยเพียงสั้นๆ ว่าจะไปติดตามเรื่องนอมินี
จากนั้นเวลา 10.00 น. นายกรัฐมนตรี เปิดเผยกับสื่อมวลชนถึงกรณีที่ได้เรียกหน่วยงานต่างๆ มาหารือที่กระทรวงมหาดไทย ว่า มาหารือกันเรื่องแต่งตั้งโยกย้ายประจำปีของทั้งทหารและตำรวจ ซึ่งตนก็ได้ให้การบ้านไปว่า ทางกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานความมั่นคง รวมถึง ป.ป.ท. ให้ร่วมกันจัดระเบียบการครอบครองและพกพาอาวุธปืนให้มีความเข้มข้นสูงสุด แต่หากจะต้องมีการปรับปรุงกฎหมายเป็นการเฉพาะก็ขอให้เร่งดำเนินการเสนอขึ้นมา ขณะเดียวกันก็ต้องมีการเข้มงวดการจับกุมดำเนินคดีกับผู้พกพาอาวุธปืนด้วย
นายกรัฐมนตรี ย้ำด้วยว่า ใครก็ไม่มีสิทธิพกอาวุธปืนไปไหนมาไหนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานที่สาธารณะ ฉะนั้นหากใครพกพาไปถือว่าผิดกฎหมายและจะถูกดำเนินคดี จะมาบอกว่าป้องกันตัวอย่างไรก็ไม่ได้ทั้งนั้น เพราะใบอนุญาตพกพาอาวุธปืนใบสุดท้ายถูกออกไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว และใบอนุญาตก็มีอายุเพียง 1 ปี เพราะฉะนั้นไม่มีใครสามารถพกอาวุธปืนได้หากไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของบ้านเมือง ตนก็ต้องพูดซ้ำแล้วซ้ำอีก
นอกจากนี้จะมีการตั้งด่านตรวจอาวุธปืนอย่างเข้มข้น เพราะเป็นสิ่งที่เราได้เตือนมาหลายครั้งแล้ว ซึ่งเรื่องของกฎหมาย นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ก็กำลังจะยกร่างปรับปรุงแก้ไขอยู่ หรือหากจำเป็นจะต้องออกเป็นกฎหมายฉบับใหม่ก็จะเสนอมาให้ตนพิจารณา
ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีบอกว่ามีการหารือเรื่องโผการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการทหารและตำรวจ แต่ขณะนี้มีกระแสข่าวว่าจะมีการย้ายข้ามห้วยไปนั่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาธิการ สมช.) ด้วยนั้น นายกรัฐมนตรี อุทานว่า “อุ๊ย จะมาถามเป็นรายบุคคลไม่ได้ เขามาหารือเรื่องไทม์ไลน์กำหนดการ ผู้สื่อข่าวจะมาถามว่าใครจะไปไหน อย่างไร ไม่ได้หรอก”
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังเปิดเผยต่อไปว่า จากการหารือกับเลขาธิการ ป.ป.ท. ได้มาหารือเรื่องการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามที่ตนเคยกล่าวไว้ว่าเราต้องหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ และยกเลิกผู้ที่ได้คะแนนไม่ตรงกับคะแนนที่ประกาศ หลังจากนี้จะต้องมีการดำเนินคดีต่อไป ยืนยันว่าไม่มีละเว้นใคร ไม่ต้องห่วง ทุกอย่างเป็นไปตามที่เราต้องการ และสาวถึงตัวการแน่นอน
ผู้สื่อข่าวถามต่อกรณีที่กระทรวงคมนาคมเตรียมตั้งคณะกรรมการศึกษาจัดทำแผนแม่บทพัฒนาภาคใต้ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ได้มีการศึกษามาระดับหนึ่งแล้ว รัฐบาลฟังเสียงประชาชนและดูถึงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจด้วย ขณะนี้สิ่งที่สามารถทำได้เลยก็เป็นส่วนหนึ่งของคำว่าแลนบริดจ์ เพราะสามารถที่จะเชื่อมโยงชายฝั่งทะเลทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกได้ รวมถึงการเร่งปรับปรุงพัฒนาขยายท่าเรือ และเชื่อมเส้นทางที่ขาดหายไปที่เรียกว่า Missing Link เพื่อให้การคมนาคมขนส่งมีการเชื่อมต่อกันทั่วประเทศและในภูมิภาค.