“เอกนิติ” นั่งหัวโต๊ะประชุมรับมือแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง “วราวุธ” ห่วงเอลนีโญทำขาดแคลนน้ำ ชงเขื่อนกักเก็บไว้ก่อน แนะทำฝนหลวงช่วย หนุน “ปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง”
วันที่ 9 สิงหาคม 2569 ที่ห้องประชุมอโยธยา ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง ครั้งที่ 1/2569 ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 275/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ ระดับภูมิภาค โดยมี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายเสรี ศุภราทิตย์ รองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
โดยที่ประชุมมีมติรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 275/2569 และการเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง ตามหนังสือด่วนที่สุดของกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2569
นายเอกนิติ กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีคำสั่งแต่งตั้งรองนายกรัฐมนตรีแบ่งพื้นที่เพื่อรับผิดชอบในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งสำหรับพื้นที่แต่ละภาคของประเทศ สำหรับการประชุมในวันนี้เป็นของคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง โดยมีแนวนโยบายเพื่อให้เกิดการยกระดับในการดำเนินการและให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจากการคาดการณ์ ตอนนี้ประเทศไทยประสบกับปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งปีหน้าจะรุนแรงขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดสภาวะแล้งและอากาศแปรปรวนหนัก กระทบกับประชาชนและภาคธุรกิจ จึงต้องมีการวางแผน ตระหนัก และเตรียมรับมือการเกิดสถานการณ์ล่วงหน้า เพื่อเมื่อเกิดเหตุทุกฝ่ายจะสามารถรับมือและจัดการได้ในทันที
ทั้งนี้ นายเสรี ได้สรุปสถานการณ์ แนวโน้ม และการคาดการณ์เรื่องสถานการณ์น้ำและภัยแล้ง ขณะที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) รายงานถึงการบริหารจัดการอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง รวมถึงสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ได้นำเสนอเรื่องการใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศเพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง ให้ที่ประชุมรับทราบ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมถึงการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตลอดจนการสนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงกลาโหม และกระทรวงสาธารณสุข
ขณะที่ช่วงหนึ่ง นายวราวุธ เสนอต่อที่ประชุมว่า อยากให้มีการกักเก็บน้ำก่อน เพราะเมื่อถึงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมไปแล้วฝนจะไม่ตก และหากเกิดซูเปอร์เอลนีโญอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์ อาจจะเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำได้ และฝากถึงประชาชนด้วยว่าหากเก็บน้ำได้ขอให้เก็บไว้ก่อน เพราะเหลืออีกไม่กี่เดือนแล้ว อีกทั้งขณะนี้เป็นปลายฤดูฝน น้ำในเขื่อนหลายๆ เขื่อนยังขาดอยู่ แต่ด้วยขณะนี้ยังมีความชื้นอยู่ ตนจึงขอเสนอให้มีการทำฝนหลวงที่จะสามารถช่วยบรรเทาได้
นายวราวุธ กล่าวต่อไป เข้าใจดีว่าเทคนิคการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งมีความท้าทายพอสมควร ต้องอาศัยการบริหารจัดการน้ำที่ประสานงานกับทุกฝ่าย แต่การปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งจะช่วยประหยัดน้ำกว่ากันเกือบ 50% และประหยัดเชื้อเพลิงในการนำน้ำเข้านาไปได้ประมาณครึ่งหนึ่ง แต่ต้องปรับเรื่องการประสานงานแต่ละหน่วย และจะให้ดีต้องเป็นนาแปลงใหญ่ จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีหลายจังหวัดที่มีการทำอยู่
ตนเข้าใจดีว่าการทำความเข้าใจกับเกษตรกร ชาวไร่ชาวนา ค่อนข้างจะท้าทาย แต่ท้ายที่สุดแล้วคิดว่าเป็นเรื่องจำเป็น หากเราไม่เริ่มการปลูกข้าวสมัยใหม่ ในอนาคตหากเจอซูเปอร์เอลนีโญแบบนี้จะทำให้การใช้น้ำเป็นแบบนี้เรื่อยๆ แต่หากเราสามารถปรับตัว ปรับเปลี่ยนวิธีการปลูกได้ จะทำให้ประหยัดน้ำและพลังงาน ที่สำคัญชาวนายังจะขายคาร์บอนเครดิตได้ดี และขายข้าวได้ราคาดี จึงขอเสนอไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ช่วยสนับสนุนแนวทางการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งด้วย