“นพดล” แนะถอดบทเรียนกราดยิงเทพศิรินทร์ ชูนโยบาย “อนุทิน-กิตติ์รัฐ” ขับเคลื่อน ควบคุมอาวุธปืน และอาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่ ฟื้นความเชื่อมั่นและป้องกันเหตุซ้ำ
วันที่ 8 สิงหาคม 2569 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้แทนภาคประชาชน และอาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาโท วิชานวัตกรรมสันติภาพ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม กล่าวว่า เหตุการณ์กราดยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์นนทบุรี เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่สะเทือนความรู้สึกของสังคมไทยอย่างยิ่ง เพราะโรงเรียนควรเป็นพื้นที่ที่เด็กและเยาวชนรู้สึกปลอดภัยที่สุด แต่เมื่อสถานที่ซึ่งควรเต็มไปด้วยการเรียนรู้และความหวัง กลับกลายเป็นพื้นที่ของความหวาดกลัว เหตุการณ์นี้จึงไม่ได้ตั้งคำถามเพียงว่า “ตำรวจจะรับมือกับเหตุร้ายอย่างไร” แต่ยังตั้งคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า “เราจะทำอย่างไรไม่ให้เหตุเช่นนี้เกิดขึ้นอีก”
ผศ.ดร.นพดล กล่าวว่า เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องความปลอดภัยจากเดิมที่มองว่าเป็นหน้าที่ของตำรวจฝ่ายเดียว ไปสู่แนวคิดว่า “ตำรวจและประชาชนเป็นหุ้นส่วนความปลอดภัย” เพราะในโลกความเป็นจริง ตำรวจไม่อาจอยู่ได้ทุกมุมถนน ทุกโรงเรียน ทุกห้างสรรพสินค้า ทุกโรงพยาบาล หรือทุกสถานที่ที่มีประชาชนรวมตัวกันจำนวนมาก แต่ประชาชนอยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว ครูอยู่ในโรงเรียน พนักงานอยู่ในห้าง บุคลากรทางการแพทย์อยู่ในโรงพยาบาล ผู้ประกอบการอยู่ในสถานบันเทิง และคนในชุมชนรู้จักพื้นที่ของตนเองดีที่สุด หากคนเหล่านี้มีความรู้ มีระบบประสานงาน และมีช่องทางเชื่อมต่อกับตำรวจอย่างถูกต้อง ย่อมกลายเป็นกำลังสำคัญในการป้องกันเหตุ ก่อนที่เหตุร้ายจะพัฒนาไปถึงจุดที่แก้ไขไม่ทัน
เมื่อกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจมีไม่เพียงพอ วันนี้การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนจึงเป็นเรื่องจำเป็นต่อความปลอดภัยที่ต้องถูกยกระดับขึ้นเป็นทิศทางเชิงนโยบายของประเทศ ผ่านแนวคิด “อาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่” และนโยบายควบคุมอาวุธปืนของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และได้รับการขับเคลื่อนต่อโดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สะท้อนภาพของการเชื่อมโยงระหว่าง “ผู้นำฝ่ายนโยบาย” กับ “ผู้นำฝ่ายปฏิบัติ” ให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน คือการนำประชาชนกลับมาอยู่ ณ ศูนย์กลางของระบบความปลอดภัย นี่คือสิ่งที่ตนเองเห็นว่าเป็นความงดงามของภาวะผู้นำทั้งสองระดับ เพราะผู้นำที่ดีไม่จำเป็นต้องลงไปทำทุกเรื่องด้วยตนเอง แต่ต้องสามารถ “สร้างระบบ” ที่ทำให้คนจำนวนมากสามารถเข้ามาทำความดีร่วมกันได้ นายกรัฐมนตรีมองเห็นพลังของประชาชนในฐานะทุนทางสังคมของประเทศ ขณะที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินำพลังนั้นมาเชื่อมเข้ากับภารกิจของตำรวจอย่างมีทิศทาง มีมาตรฐาน และมีเป้าหมายร่วมกันว่า ประชาชนต้องปลอดภัยมากขึ้น
อาสาสมัครตำรวจบ้านยุคใหม่จึงควรทำหน้าที่มากกว่าการช่วยงานทั่วไป แต่ควรได้รับการพัฒนาให้เป็น “หุ้นส่วนความปลอดภัยของชุมชน” ที่สามารถเฝ้าระวังความผิดปกติ แจ้งเบาะแส ประสานโรงเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และตำรวจ รู้จักสัญญาณเตือนของเหตุรุนแรง รู้หลักการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน หากเรานำบทเรียนจากเหตุกราดยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์นนทบุรีมาเป็นจุดเปลี่ยน ประเทศไทยควรเร่งสร้างเครือข่ายความปลอดภัยในพื้นที่เปราะบางทั่วประเทศ โดยเชื่อม ตำรวจ–โรงเรียน–ครอบครัว–ชุมชน–ท้องถิ่น–อาสาสมัครตำรวจบ้าน ให้ทำงานเป็นระบบเดียวกัน เพราะในเหตุการณ์วิกฤต “นาทีแรก” มักเป็นนาทีที่สำคัญที่สุด และคนที่อยู่ใกล้เหตุที่สุดอาจไม่ใช่ตำรวจ แต่อาจเป็นครู พนักงานรักษาความปลอดภัย ผู้ปกครอง เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล หรือประชาชนธรรมดาคนหนึ่ง เราจึงต้องทำให้ “ประชาชนธรรมดา” มีความรู้ที่ไม่ธรรมดาในการช่วยป้องกันความสูญเสีย
