สส.ปชน. “เอกภพ” ยกเหตุกราดยิงรร.เทพศิรินทร์ ทบทวนการศึกษาด้านสุขภาพจิต ทั้งในประชาชนทุกช่วงวัยและสถานศึกษา หลังผลการศึกษาชี้ วิกฤตสุขภาพจิตในเด็กและเยาวชนพุ่งสูงขึ้น เสี่ยงโรคซึมเศร้า-โรคเครียด
วันที่ 8 ส.ค. 2569 นายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ปีกสาธารณสุข ชวนทบทวนบทเรียนด้านสุขภาพจิตและความรุนแรงในสถานศึกษา จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญกรณีมีผู้ก่อเหตุกราดยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ซึ่งทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต รวมถึงสร้างความตื่นตระหนกอย่างรุนแรงให้กับเด็กนักเรียน ครู ผู้ปกครอง และพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ
โดยพรรคประชาชนขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญในครั้งนี้ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่โรงเรียน ซึ่งควรจะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็กและเยาวชน เป็นสิ่งที่ต้องได้รับการเยียวยาและแก้ไขอย่างเร่งด่วน
นายเอกภพกล่าวว่า จากการศึกษาของ คณะอนุกรรมาธิการสุขภาพจิต คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ปี 2568 สมัยรัฐบาลชุดที่แล้ว พบว่า สถานศึกษาเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อความรุนแรงและความเจ็บป่วยทางจิต ขณะที่มาตรการลดความรุนแรงและเพิ่มสุขภาวะทางจิตยังไม่เพียงพอ โดยผลจากการศึกษามีรายละเอียด ดังนี้ ความเสี่ยงของปัญหาความรุนแรง วิกฤตสุขภาพจิตในเด็กและเยาวชนที่พุ่งสูงขึ้น ข้อมูลพบว่ากลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี มีความเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้าและเครียดสูงกว่าค่าเฉลี่ย และยังพบคอขวดในการคัดกรองและเข้าถึงบริการ แม้จะมีระบบ School Health Hero แต่ปัจจุบันครอบคลุมโรงเรียนเพียงร้อยละ 32 เท่านั้น ทำให้เด็กกลุ่มเสี่ยงจำนวนมากไม่ถูกค้นพบ หรือได้รับการรักษาล่าช้า
นอกจากนี้สภาพแวดล้อมที่กระตุ้นความรุนแรง เด็กเผชิญปัญหาการกลั่นแกล้งทั้งในโรงเรียนและทางไซเบอร์ สูงถึงร้อยละ 31 รวมถึงปัญหาความรุนแรงในครอบครัว และวัฒนธรรมอำนาจนิยมในสถานศึกษาที่บั่นทอนจิตใจ
การขาดแคลนบุคลากรด่านหน้า อัตราส่วนจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นมีน้อยมาก (ประมาณ 110 คนทั่วประเทศ) ขณะที่นักจิตวิทยาโรงเรียนส่วนใหญ่ขาดความมั่นคงในอาชีพ ส่วนนักสังคมสงเคราะห์ในโรงเรียนซึ่งเป็นบุคลากรสำคัญในการแก้ปัญหารายกรณีแทบไม่มี นักจิตวิทยาประจำเขตสุขภาพมีเพียง 1-2 คนและอัตราการลาออกสูงมาก ไม่เพียงพอต่อการดูแลสุขภาพจิตนักเรียนในพื้นที่ ขณะที่รัฐบาลแทบไม่ส่งสัญญาณสนับสนุนนโยบายด้านการคลังและการจ้างงานนักจิตวิทยาในสถานศึกษาใดๆ และการเข้าถึงอาวุธและปัจจัยเสี่ยง ผู้พกอาวุธในชุมชนขาดการตรวจสอบสุขภาพจิตที่เข้มงวดก่อนอนุญาตพกพาอาวุธ เมื่อได้ใบอนุญาตครอบครองอาวุธก็แทบไม่ต้องต่อใบอนุญาตอีกเลย
นายเอกภพกล่าวถึงข้อเสนอแนะทางนโยบายเพื่อการป้องกัน ว่า 1. มาตรการในสถานศึกษา ควรยกระดับระบบคัดกรอง ขยายผลระบบคัดกรองสุขภาพจิต เช่น School Health Hero ให้ครอบคลุมโรงเรียนทุกสังกัด และบูรณาการฐานข้อมูลระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและสาธารณสุขเพื่อส่งต่อผู้ป่วยอย่างไร้รอยต่อ เพิ่มอัตรากำลังบุคลากร กำหนดอัตราส่วนนักจิตวิทยาโรงเรียนที่เหมาะสม (เป้าหมาย 1:1,500) และผลักดันให้มีระบบจ้างงานที่มั่นคง เพื่อให้มีผู้ปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง ปรับหลักสูตรสร้างทักษะชีวิต บรรจุเนื้อหาสุขภาพจิตและทักษะอารมณ์ในการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเป็นวิชาที่ไม่มีการสอบเพื่อลดความกดดันและสร้างความรอบรู้ และลดวัฒนธรรมอำนาจนิยม ขับเคลื่อนนโยบายความปลอดภัยในโรงเรียนและลดวัฒนธรรมอำนาจนิยมเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัย
2. การบริหารจัดการเชิงโครงสร้าง Mental Health in All Policies (MHiAP) กำหนดให้สุขภาพจิตเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกกระทรวงต้องมีตัวชี้วัดและมาตรการร่วมกัน เช่น กระทรวงมหาดไทยดูแลความปลอดภัยชุมชน กระทรวงสาธารณสุขดูแลการรักษา โดยคณะกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติมีบทบาทดำเนินการตามนโยบายนี้
คือการจัดการอาวุธปืน โดยกำหนดเกณฑ์ตัดสินความเสี่ยงและมาตรการตรวจสอบสุขภาพจิตสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนอย่างเป็นระบบ มีกฎหมายเฉพาะ ยกร่างกฎหมายจัดการปัญหาการรังแกในโรงเรียนและ Cyberbullying และปรับปรุง พ.ร.บ.สุขภาพจิต เพื่อเพิ่มอำนาจคณะกรรมการฯ ในการควบคุมปัจจัยคุกคามสุขภาพจิต
3. พัฒนาระบบตอบโต้เหตุฉุกเฉินและฟื้นฟู บูรณาการสายด่วน 1669 หรือ 191 ผนวกงานจิตเวชฉุกเฉินเข้ากับระบบการแพทย์ฉุกเฉินทั่วประเทศ และฝึกอบรมทักษะการระงับเหตุให้แก่ตำรวจและนักฉุกเฉินทางการแพทย์
รวมถึงการใช้ยาประสิทธิภาพสูง สนับสนุนการใช้ยาฉีดออกฤทธิ์นานในผู้ป่วยกลุ่ม SMI-V เพื่อลดความเสี่ยงในการขาดยาและก่อเหตุรุนแรง
