นายกฯ มอบรางวัล 44 ผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น ปี 69 ยันไทยมีศักยภาพเป็นฐานผลิต-ส่งออกสำคัญของภูมิภาค หนุน SME สู่ตลาดโลก บอกรัฐบาลจะเป็น “พาหนะ” ให้ผู้ประกอบการขับขี่ไปตามที่ต้องการ

    

เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น ประจำปี 2569 (Prime Minister's Export Award 2026) โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หัวหน้าส่วนราชการ และผู้ประกอบการเข้าร่วม

    

โดยนางศุภจี กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลในวันนี้ ขอบคุณผู้แทนทุกภาคส่วน และขอแสดงความยินดีกับผู้ประกอบการไทย ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ซึ่งรางวัลนี้ไม่เพียงสะท้อนความสำเร็จ แต่เป็นสัญลักษณ์ของมาตรฐาน คุณภาพ และความน่าเชื่อถือของสินค้า และบริการ สู่สายตาระดับประเทศ รวมทั้งเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวเข้าสู่ระดับโลก พร้อมย้ำว่าในการคัดเลือกผู้ประกอบการ มีความโปร่งใส และเข้มข้น 

     

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รางวัลในวันนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่น ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ที่ช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ โดยบริบทของเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และการปรับโครงสร้างการผลิตของโลก สิ่งที่ประเทศนั้นต่างๆแข่งขันกันในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการส่งออกสินค้าให้มากขึ้น แต่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของโลกให้ได้มากที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

     

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิต และฐานการส่งออกที่สำคัญของภูมิภาค รัฐบาลจะสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเดินหน้าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับกฎระเบียบ และเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อต้องการผลิตชิ้นส่วนวัตถุดิบ และเพื่อการให้บริการสินค้ามูลค่าสูง

     


นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า รัฐบาลกำลังเปิดโอกาสทางการค้า การทำความตกลงการค้าเสรีกับประเทศ และภูมิภาคสำคัญๆของโลก ซึ่งรัฐบาลพยายามปิดดีลใหม่ๆอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อให้สินค้าไทยไปสู่ตลาดโลกได้กว้างขึ้น พร้อมกับสร้างความเชื่อมั่นกับประเทศที่ต้องใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต เพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศ

      

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการสร้างเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ผ่านการส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมดิจิทัล เซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยีชีวภาพ การแพทย์สมัยใหม่ เศรษฐกิจสีเขียว และพลังงานสะอาด เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเป็นเพียงผู้ส่งออกสินค้า แต่เป็นผู้สร้างนวัตกรรม และสร้างมูลค่าเพิ่ม ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีผู้ประกอบการไทยอย่างพวกท่านที่พร้อมพัฒนากันอย่างต่อเนื่อง ตนจึงรู้สึกยินดีที่ได้เห็นผู้ประกอบการไทยนำเทคโนโลยีดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และพัฒนาการออกแบบ สร้างแบรนด์ ยกระดับมาตรฐานสินค้า และดำเนินธุรกิจโดยคำนึงสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้สินค้าไทยแข่งขันได้ในระยะยาว

     

นายกรัฐมนตรี ย้ำด้วยว่า ภาครัฐจะเร่งเดินหน้าปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการค้า การลงทุน พร้อมเปิดตลาดใหม่กระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงตลาดโลกได้มากขึ้น เพราะเชื่อว่าความสำเร็จของการส่งออกไทยต้องมาจากผู้ประกอบการทุกขนาด ไม่ใช่เฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น เพราะความสำเร็จของผู้ประกอบการไทยเป็นสิ่งที่ทำให้เศรษฐกิจมีความแข็งแรงมากขึ้น ทุกยอดขาย ทุกการส่งออก เปรียบเสมือนการสร้างความมั่นคงให้กับประเทศไทยในด้านเศรษฐกิจ สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศในเวทีการค้าโลกด้วย 

     

นายกรัฐมนตรี ยังให้คำยืนยันในฐานะหัวหน้ารัฐบาลชุดนี้ว่า ภาครัฐ และภาคเอกชน จะเดินหน้าร่วมกัน โดยรัฐบาลทำหน้าที่เปิดประตูสู่ตลาดโลกเชื่อมประเทศไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะที่ภาคเอกชนผู้ประกอบการเดินหน้าสร้างนวัตกรรม และรักษาคุณภาพสินค้าของไทยส่งออกต่างประเทศ 

      

นอกจากนี้ เวลาตนไปเยือนประเทศต่างๆทั่วโลก ซึ่งได้พบกับนักธุรกิจผู้ประกอบการต่างๆของประเทศคู่ค้า สิ่งที่ภาคภูมิใจอย่างหนึ่งคือพวกเขามีความเชื่อมั่นในสินค้าไทย ดังนั้น เราก็ต้องทำให้คนไทยเชื่อมั่นในสินค้าของเราเองมากกว่าเขา ซึ่งคนไทยไม่ค่อยอุดหนุนสินค้าของเราเอง ถ้าเราอุดหนุนพร้อมกับส่งออกไปขายทั่วโลกด้วย เชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างมากมาย

     



นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า เวลาที่เราไปพบคนไทยที่เป็นเจ้าของกิจการในประเทศอื่นๆ แต่ว่ายังไม่มีห่วงโซ่อุปทาน เป็นสิ่งที่เราต้องเร่งสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการที่อยู่ในประเทศเหล่านั้น เพราะกิจการของคนไทยในต่างประเทศมีความพร้อม แต่ติดในส่วนของกำแพงภาษี หากการเจรจาเอฟทีเอกับยุโรปสำเร็จ ภาษีบางรายการที่สูงถึง 25% จะหายไปทันที ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเรื่องวัตถุดิบ และส่วนประกอบของสินค้าที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตที่มาจากประเทศไทย

    

“หากปัญหากำแพงภาษียังอยู่ โอกาสที่วัตถุดิบที่จะมาจากเมืองไทยเป็นไปได้น้อย ดังนั้น ถ้าเราสามารถเร่งขั้นตอนในการสรุปเอฟทีเอกับภูมิภาคต่างๆ ได้จะมีโอกาสที่จะสร้างรายได้สร้างความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจของประเทศได้อีกมาก และไม่ใช่เฉพาะเอฟทีเอ และภาษีอย่างเดียวเท่านั้น ที่ประเทศไทยจะได้ประโยชน์ แต่ยังจะเป็นบันทึกเพื่อโชว์ได้ว่าเมื่อจบเอฟทีเอกับประเทศใดได้เมื่อไหร่ มูลค่าการค้ากับประเทศนั้นจะยิ่งเติบโตเป็น 3-4 เท่า สิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์อย่างมากต่อเศรษฐกิจไทย และต่อการประกอบธุรกิจของพวกท่าน”


นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไปมาหลายประเทศ ยังไม่มีคู่ค้าของเราคนไหนคอมเพลนหรือไม่มีความมั่นใจ ตรงกันข้ามทุกรายล้วนให้เพิ่มการผลิต เพิ่มออร์เดอร์ และเพิ่มช่องทางการตลาด สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนต้องทำงานร่วมกัน ส่วนเรื่องพลังงานหรือเรื่องต่างๆ เราเตรียมรองรับไว้อยู่แล้วไม่มีขาด จึงไม่มีความจำเป็นใดๆที่พวกท่านต้องกังวล ขอให้พวกท่านคิดเรื่องการขยายกิจการการวางแผนพัฒนาธุรกิจของท่าน และการเพิ่มมูลค่าของสินค้า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงมาก ถอยหลังไม่ได้ต้องเดินไปข้างหน้าเท่านั้นโดยที่ไม่มีความเสี่ยง และรัฐบาลนี้จะเป็นพาหนะที่ทำให้ท่านได้ขับขี่ไปในทิศทางที่ท่านต้องการ” นายกรัฐมนตรี ระบุ

     

จากนั้น นายกรัฐมนตรี ถ่ายภาพร่วมกับคณะผู้จัดงาน และผู้ได้รับรางวัล ก่อนเยี่ยมชมบูทจัดแสดงนิทรรศการของผู้ประกอบการภายในงาน สำหรับรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น ประจำปี 2569 (Prime Minister's Export Award 2026) มีผู้ประกอบการผ่านการคัดเลือกเข้ารับรางวัลรวม 44 รางวัล แบ่งเป็น 7 ประเภท ได้แก่

1) รางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกยอดเยี่ยม (Best Exporter) จำนวน 9 รางวัล 

2) รางวัลแบรนด์ไทยยอดเยี่ยม (Best Thai Brand) จำนวน 9 รางวัล 

3) รางวัลธุรกิจผู้ส่งออกยอดเยี่ยมด้านความยั่งยืน (Best Green & Sustainable Exporter) จำนวน 7 รางวัล 

4) รางวัลการออกแบบยอดเยี่ยม (Best Design) จำนวน 8 รางวัล 

5) รางวัลธุรกิจบริการยอดเยี่ยม (Best Services Enterprise) จำนวน 6 รางวัล 4 สาขารางวัล 

6) รางวัลสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยม (Best OTOP) จำนวน 3 รางวัล และ 

7) รางวัลสินค้าฮาลาลยอดเยี่ยม (Best Halal) จำนวน 2 รางวัล