รองโฆษกรัฐบาลแจงงบน้ำบาดาล สะท้อนจำนวน สส. และเขตพื้นที่ ย้ำฝ่ายค้านได้รับด้วย ตอบ “รักชนก” พื้นที่พรรคประชาชนได้วงเงินเฉลี่ยต่อแห่งสูงสุด
วันที่ 6 สิงหาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนางสาวรักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตว่าโครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน จำนวน 858 แห่ง วงเงิน 6,541.98 ล้านบาท กระจุกตัวอยู่ในเขตเลือกตั้งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคภูมิใจไทย ว่า รัฐบาลเคารพบทบาทของฝ่ายค้านในการตรวจสอบ แต่ขอให้พิจารณาข้อมูลอย่างครบถ้วน เนื่องจากตัวเลขดังกล่าวสามารถอธิบายได้ด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและจำนวนเขตพื้นที่ที่แต่ละพรรคชนะการเลือกตั้ง ไม่ใช่หลักฐานว่ามีการจัดสรรงบประมาณตามสังกัดพรรคการเมือง
รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า ข้อเท็จจริงประการแรกคือ จำนวนโครงการที่ปรากฏอยู่ในพื้นที่ของพรรคภูมิใจไทยเพิ่มขึ้นในอัตราใกล้เคียงกับจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตที่เพิ่มขึ้น โดยพรรคภูมิใจไทยมี สส.แบบแบ่งเขตเพิ่มจาก 68 คนในปี 2566 เป็น 172 คนในปี 2569 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 2.53 เท่า ขณะที่จำนวนโครงการชุดเดิมที่ตกอยู่ในเขตของพรรคเพิ่มจาก 201 แห่ง เป็น 487 แห่ง หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 2.42 เท่า
“เมื่อพรรคการเมืองหนึ่งชนะเลือกตั้งในพื้นที่เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าครึ่ง จำนวนโครงการเดิมที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เหล่านั้นย่อมเพิ่มขึ้นในสัดส่วนใกล้เคียงกันตามธรรมชาติ จึงไม่จำเป็นต้องใช้สมมติฐานเรื่องการจัดสรรงบประมาณเพื่อเอื้อประโยชน์ทางการเมืองมาอธิบาย” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว
นางสาวลลิดากล่าวว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวเห็นได้ชัดยิ่งขึ้นเมื่อพิจารณาว่า โครงการทั้ง 858 แห่งเป็นโครงการชุดเดิม วงเงินเดิม และพิกัดเดิมทุกแห่ง แต่เมื่อนำไปวางบนแผนที่เขตเลือกตั้งปี 2566 กลับพบว่าพรรคเพื่อไทยมีโครงการอยู่ในพื้นที่มากที่สุด 257 แห่ง ขณะที่พรรคภูมิใจไทยอยู่อันดับสองที่ 201 แห่ง
“บ่อบาดาลไม่ได้ย้ายตำแหน่งแม้แต่แห่งเดียว สิ่งที่เปลี่ยนคือเส้นเขตเลือกตั้งและผู้ชนะในแต่ละเขต ดังนั้น ตัวเลขที่ได้จากการจำแนกโครงการตามพรรคของผู้ชนะเลือกตั้ง จึงสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของแผนที่การเมือง มากกว่าจะสะท้อนเจตนาในการจัดสรรงบประมาณ” รองโฆษกรัฐบาล กล่าวและว่า
ข้อเท็จจริงประการที่สองคือ พรรคการเมืองฝ่ายค้านได้รับการจัดสรรโครงการเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน โดยพรรคกล้าธรรมซึ่งเป็นฝ่ายค้านได้รับโครงการ 142 แห่ง วงเงินประมาณ 1,090.84 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 16.6 ของโครงการทั้งหมด มากเป็นอันดับสาม
เมื่อคำนวณจำนวนโครงการต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหนึ่งคน พรรคกล้าธรรมได้รับเฉลี่ย 2.45 แห่งต่อคน ใกล้เคียงกับพรรคภูมิใจไทยที่ได้รับ 2.52 แห่งต่อคน และสูงกว่าพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่ได้รับเฉลี่ย 2.04 แห่งต่อคน
“หากการจัดสรรโครงการเป็นการตอบแทนพรรคร่วมรัฐบาลตามที่มีการตั้งข้อสังเกต ก็ย่อมต้องอธิบายให้ได้ว่าเหตุใดพรรคฝ่ายค้านจึงได้รับโครงการมากเป็นอันดับสาม และได้รับเฉลี่ยต่อสมาชิกหนึ่งคนสูงกว่าพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรค” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว
ในทางกลับกัน พรรคพลังประชารัฐซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในปัจจุบัน กลับมีจำนวนโครงการในเขตลดลงจาก 157 แห่ง เหลือเพียง 11 แห่ง หรือลดลงประมาณร้อยละ 93 ซึ่งไม่สอดคล้องกับข้อกล่าวหาว่าการจัดสรรโครงการยึดตามสถานะการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล
รองโฆษกรัฐบาลกล่าวว่า ข้อเท็จจริงประการที่สามคือ เมื่อคำนวณวงเงินเฉลี่ยต่อโครงการหนึ่งแห่ง พื้นที่ของพรรคประชาชนกลับได้รับวงเงินเฉลี่ยสูงที่สุดในโครงการ อยู่ที่ประมาณ 7.81 ล้านบาทต่อแห่ง สูงกว่าพรรคภูมิใจไทยซึ่งได้รับเฉลี่ยประมาณ 7.64 ล้านบาทต่อแห่ง และสูงกว่าค่าเฉลี่ยรวมของทั้งโครงการที่ประมาณ 7.62 ล้านบาทต่อแห่ง
ขณะที่พื้นที่ของพรรคกล้าธรรมได้รับเฉลี่ยประมาณ 7.68 ล้านบาทต่อแห่ง พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยได้รับเฉลี่ยประมาณ 7.52 ล้านบาทต่อแห่ง และพรรคพลังประชารัฐได้รับเฉลี่ยประมาณ 7.50 ล้านบาทต่อแห่ง
“วงเงินเฉลี่ยของทุกพรรคอยู่ในช่วงใกล้เคียงกันระหว่างประมาณ 7.50–7.81 ล้านบาทต่อแห่ง และพื้นที่ของพรรคประชาชนได้รับวงเงินเฉลี่ยสูงที่สุดด้วยซ้ำ ตัวเลขนี้จึงไม่สนับสนุนข้อกล่าวหาว่ามีการเลือกจัดโครงการมูลค่าสูงให้พื้นที่ของพรรคใดเป็นการเฉพาะ” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว
นางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า ความแตกต่างของวงเงินในแต่ละแห่งเกิดจากข้อเท็จจริงทางวิศวกรรมและสภาพพื้นที่ เช่น ความลึกของบ่อ ระยะทาง และความยาวของระบบท่อส่งน้ำ ไม่ได้แปรผันตามสังกัดพรรคการเมืองของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่
“รัฐบาลพร้อมรับการตรวจสอบทุกขั้นตอน แต่การสรุปว่ามีการเอื้อประโยชน์ทางการเมืองควรพิจารณาข้อมูลทั้งหมด ทั้งจำนวนเขตที่แต่ละพรรคชนะเลือกตั้ง สถานะของพรรคที่ได้รับโครงการ และวงเงินเฉลี่ยต่อแห่ง ไม่ใช่นำจำนวนโครงการที่ตกอยู่ในเขตของพรรคใดพรรคหนึ่งเพียงตัวเลขเดียวมาใช้สรุปเจตนา” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว
“ข้อเท็จจริงชี้ชัดว่า จำนวนโครงการสัมพันธ์กับจำนวนพื้นที่ที่แต่ละพรรคชนะเลือกตั้ง พรรคฝ่ายค้านก็ได้รับการจัดสรรในสัดส่วนสูง และพื้นที่ของพรรคประชาชนยังได้รับวงเงินเฉลี่ยต่อแห่งสูงที่สุด รัฐบาลจึงขอให้การตรวจสอบดำเนินไปบนข้อมูลที่ครบถ้วนและเป็นธรรม เพื่อให้ประชาชนได้รับทั้งความโปร่งใสและประโยชน์จากโครงการน้ำสะอาดอย่างแท้จริง” รองโฆษกรัฐบาลกล่าว