“ภัทรพงษ์” จี้ “อนุทิน” ใช้โอกาส “มินอ่องหล่ายน์” เยือนไทย เร่งแก้ปัญหาน้ำ-อากาศข้ามแดน  แนวทางการจัดการต้นตอมลพิษอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม


วันที่ 6 สิงหาคม 2569 นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส. เชียงใหม่ พรรคประชาชน เรียกร้องนายอนุทิน ชาญวีรกูล กรณีการเยือนประเทศไทยของ มินอ่องหล่ายน์ ผู้นำเมียนมา ว่า ไม่ควรเป็นเพียงการจัดขบวนต้อนรับ จับมือกันถ่ายรูปเท่านั้น แต่นายกรัฐมนตรีควรต้องหารือเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศและทางน้ำข้ามแดนด้วย


นายภัทรพงษ์ ระบุว่า ประชาชนคาดหวังว่า การเยือนของพลเอกอาวุโส มินอ่องหล่ายน์ จะเป็นโอกาสให้ผู้นำของทั้งสองประเทศแนวทางการจัดการ “ต้นตอ” ของปัญหามลพิษข้ามแดน โดยเฉพาะเรื่องแม่น้ำเป็นพิษจากการทำเหมืองในเมียนมา ที่รัฐบาลไทยไม่เคยเอ่ยถึงหรือพยายามหาทางจัดการ ปล่อยให้ประชาชนต้องเผชิญกับแม่น้ำพิษที่กัดกินสุขภาวะและความเป็นอยู่ที่ดีต่อไปเรื่อยๆ


นอกจากนี้ ยังมีข้อเรียกร้อง 3 ข้อให้รัฐบาลไทยเจรจากับผู้นำเมียนมา ดังนี้

1. เรียกร้องสิทธิที่ประชาชนไทยจะรู้ว่าแม่น้ำเป็นพิษ ด้วยการเสนอให้มีการปรับแก้ข้อกำหนดขอบเขตงาน หรือ TOR ให้มีการเปิดเผยข้อมูล เนื่องจากร่างที่รัฐบาลไทยเขียนนั้น ระบุว่า การจะเปิดเผยข้อมูลได้ต้องมีการเซ็นยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากทั้งสองรัฐบาล ซึ่งหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอม ประชาชนก็จะไม่สามารถรับรู้ข้อมูลนี้ได้ จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้องปรับแก้


2. การพูดคุยต้องมีแนวทางการ “หยุดสารพิษ” ไม่ใช่คุยแค่การ “ตรวจสารพิษ” เท่านั้น รัฐบาลควรได้แนวทางการจัดการต้นตอ ตั้งแต่แนวทางการพิสูจน์ต้นตอที่ปล่อยมลพิษ ทั้งฝุ่นและน้ำที่ชัดเจน รวมไปถึงแนวทางการควบคุมการนำเข้า-ส่งออก ทั้งตัวแร่ ผลผลิตจากเหมืองพิษ และตัวสารเคมีที่เป็นสารตั้งต้นในการทำเหมือง จนถึงแนวทางที่ชัดเจนในการดำเนินการตามกฎหมาย รวมถึงการออกกฎหมายลูกตามอำนาจของรัฐมนตรีแต่ละประเทศ เพื่อให้สามารถจัดการต้นตอ และหยุดการขยายพื้นที่เหมืองในต้นน้ำที่จะเข้าประเทศให้ได้มากที่สุดในระยะเร่งด่วน รวมถึงแนวความร่วมมือในการขับเคลื่อนปัญหานี้ร่วมกันในเวทีโลก


ประการสุดท้าย แนวทางทั้งหมดที่ได้จากการเจรจาจะต้องมีเวลาและตัวชี้วัดที่ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามความคืบหน้าได้ เพราะประชาชนเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง


นายภัทรพงษ์ ทิ้งท้ายว่า “ตอนนี้ประเทศไทยมี รัฐบาลที่ต้องรอเพื่อนบ้านเซ็นก่อนถึงจะขยับ แทนที่จะมีรัฐบาลที่ปกป้องประเทศตัวเองได้ทันทีตามอำนาจที่รัฐบาลทำเองได้ แล้วค่อยไปดึงคนอื่นมาร่วม รัฐบาลต้องหยุดการทำงานแบบเป็นผู้ร้องขอ แล้วปรับมาทำเชิงรุกเป็นผู้กำหนดมาตรฐานได้แล้ว ก่อนที่เราจะไม่เหลือสิ่งแวดล้อมดีๆ ให้กับคนรุ่นหลัง ความสำเร็จในเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่เพียงการเจรจาและถ่ายรูป แต่คือการที่ประเทศไทยได้แม่น้ำที่สะอาดกลับมา อากาศที่หายใจได้ และประชาชนได้ชีวิตคืน นั่นต่างหากคือเป้าหมายที่รัฐบาลต้องตั้งให้กับประชาชน”