ถกงบประมาณ ทส. “อ.วีระ” สับเละที่พักอุทยานเลวทราม พูดแล้วโมโห โรงแรมจิ้งหรีดยังดีกว่า แนะทำโครงการนำร่องให้เอกชนร่วมลงทุน เชื่อรายได้จัดเก็บมีมากกว่านี้ เหน็บคอร์รัปชันตัวหล่อเลี้ยงระบบ


วันที่ 5 สิงหาคม 2569 ตั้งแต่ช่วงเช้ามีการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 21 เป็นการพิจารณา มาตรา 17 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยในช่วงหนึ่ง นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะกรรมาธิการ กล่าวว่า ถ้าดูในเชิงภาพรวมเมื่ออ่านเอกสารงบประมาณที่เสนอมาเกิดความสับสน มีการของบประมาณรายจ่ายประจำปีทั้งกระทรวง 38,625 ล้านบาท เงินนอกงบประมาณที่นำมาสมทบ 1,960 ล้านบาท 

แต่เมื่อดูในเล่มคาดแดง เอกสารงบประมาณเล่มที่ 3 ฉบับที่ 6 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในรายการที่แจ้งมามีตัวเลขดิฟกันอยู่เกือบ 300 ล้านบาท อาจจะมีการแก้ทีหลังก็ได้เพราะตัวงบประมาณรายจ่ายก็เพิ่มขึ้น จากเดิมอยู่ที่ 36,148 ล้านบาท ส่วนเงินนอกงบประมาณที่เอามาสมทบ ของเดิมอยู่ที่ 1,634 ล้านบาท ต้องขอคำอธิบายว่ามีรายการเปลี่ยนแปลงอะไรในส่วนไหนที่เป็นสาระสำคัญหรือเปล่า เนื่องจากตัวเลขเมื่อเทียบแล้วไม่ตรงกับเอกสารที่ส่งมา 

นายวีระ เผยต่อไปว่า ในปีงบประมาณ 2570 ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีเงินนอกงบประมาณสะสมคงเหลือตอนต้นปีงบประมาณ 2570 ซึ่งตอนนี้ยังไม่จบ ท่านประมาณการว่าปี 2569 จะมีเงินนอกงบประมาณสะสมคงเหลือยกมาตอนต้นปี 4,266 ล้านบาท แต่ในระหว่างทางซึ่งยังไม่จบปีงบประมาณก็คงจะมีการใช้ไป ท่านทำประมาณการไว้ว่า น่าจะเหลือเงินช่วงต้นงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ราว 2,919 ล้านบาท 

“ถ้าดูอย่างนี้ต้องบอกว่าเป็นกระทรวงที่น่าชื่นชม ในแง่ว่าเรามีเงินนอกงบประมาณจำนวนหนึ่ง แต่ก็เอามาสมทบในงบประมาณเพื่อให้ทำงานได้เต็มที่ อันนี้ผมถือว่าเป็นกระทรวงที่จัดการเรื่องเงินนอกงบประมาณกับเงินงบประมาณเนี่ย อยู่ในเบอร์ต้นๆ เลย แล้วก็ขอให้รักษาสถิติอันนี้เอาไว้ เพราะต่อไปผมเข้าใจว่าด้วยฐานะการคลังของเราก็มีความจำเป็นจะต้องสอดส่องส่วนที่เป็นเงินนอกงบประมาณที่หลงเหลืออยู่”

ทั้งนี้ การมีเงินนอกงบประมาณเยอะไม่แปลก คงจะเกี่ยวข้องกับค่าธรรมเนียมไปอุทยานทางน้ำ อุทยานทางบก ค่าเช่า ค่าที่พัก และยังมีรายได้นอกงบประมาณ 2,488 ล้านบาท ในปี 2569 ซึ่งยังไม่จบ แต่ปี 2570 ท่านคาดว่าจะมีรายได้ 2,470 ล้านบาท ในเวลาเดียวกันยังมีเงินจากทุนหมุนเวียนที่ตนยังไม่ได้ตรวจให้ละเอียด อีก 1,100 ล้านบาท รวมแล้วกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะมีเงินหมุนพอสมควร แต่มันก็จะมีการใช้ไป ถ้าอธิบายเพื่อให้เกิดความเข้าใจได้ก็ได้ ถ้าอธิบายไม่ได้ตนรู้ที่มาของเงินนอกงบประมาณที่เป็นรายได้เนี่ยอยู่ที่ไหน เดี๋ยวจะไปถามท่านเองโดยตรง 

“สิ่งที่อยากจะพูดและฝากไว้คือ พอจะทำเป็นนโยบายได้หรือไม่ เพราะส่วนตัวเป็นคนชอบเที่ยว และเที่ยวอุทยานเยอะ แต่คุณภาพบริการของที่พักในอุทยาน ไม่ว่าจะเป็นที่หมู่เกาะสิมิลัน ผมไปมาเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ต้องพูดว่าเลวทรามมากเลยครับ เพราะ 2 ทุ่มปิดไฟ แล้วเตียงที่ผมไปนอนเนี่ยเป็นลวดเหล็กต้องเอาผ้าห่มไปวาง อันนี้เรื่องจริง แล้วผมก็เดินไปดูบ้านพักของเจ้าหน้าที่อุทยาน ดีกว่าคนที่เสียเงินไปนอนพักบนอุทยาน ผมจำไม่ได้ว่าเป็นอุทยานสิมิลันหรือสุรินทร์ แต่ผมไปค้างคืนที่นั่นคืนนึง คิดว่าตอนนี้น่าจะเปลี่ยนแปลงแล้วหรือไม่ก็ตามที ที่อื่นๆ ก็ไป แต่ที่นี่ร้ายแรงที่สุดสำหรับผม น้ำก็ไม่พอ น้ำร้อนก็ไม่มี อินเทอร์เน็ตก็ไม่มี มีได้เฉพาะตรงจุดที่เป็นของเจ้าหน้าที่ ของประชาชนที่เสียเงินไปนอนซึ่งมันไม่แพง ผมยอมเสียเงินสักคืนละ 5,000 แต่ขอดีๆ”

นายวีระ พูดต่อไปว่า ในอาณาบริเวณที่เป็นบ้านพักอุทยานก็มีที่ดีๆ แต่อยากฝากถามไปว่า มีทางเป็นไปได้ไหมเรื่องของการบริหารจัดการเรื่องที่พักสำหรับคนที่จะไปท่องเที่ยว ถ้าเราไม่มีงบประมาณจะทำ ติดขัด เราจะทำเป็น PPP (การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือ Public Private Partnership) บางที่ได้หรือไม่ ซึ่งอุทยานแห่งชาติที่สวยมาก ดีมาก แต่ไม่เข้ากับห้องพักของอุทยานเลย พร้อมกล่าวถึงอุทยานแห่งหนึ่งที่ จ.สุโขทัย มีสัตว์ต่างๆ รวมถึงแมลงเต็มไปหมด อาจจะเป็นเพราะไม่มีเงินที่จะทำ จึงอยากถามปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือท่านที่ดูแลเรื่องนี้ว่ามีทางเป็นไปได้ไหมที่จะทำเป็น Pilot project (โครงการนำร่อง) สักทีหนึ่งในรูปแบบ PPP คือให้เอกชนมาลงทุนสร้างแล้วก็คืนให้เรา แต่เขาเป็นคนบริหารจัดการ เจ้าหน้าที่อุทยานก็ยังมีอยู่ หรือจะสร้างอีกทีหนึ่งโดยไม่ต้องรบกวนของเก่าที่มีก็ได้ ไม่อย่างนั้นเราก็จะไปเที่ยวแล้วไม่ประทับใจ ถูก-แพงไม่สำคัญ สำคัญว่าบริการควรจะดี และปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ตนจะกลับไปที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน หรืออุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ จ.พังงา อีกครั้ง 

พร้อมกันนี้ยังกล่าวไปถึงเกาะตะรุเตา จ.สตูล ด้วยว่า ควรจะมีที่พัก โดยมองว่ากระทรวงอาจจะกังวลเรื่องความปลอดภัยเพราะใกล้พื้นที่มาเลเซีย ตนเข้าใจ แต่ที่มันดีมาก มันเหมือนเกาะอัลคาทราซ (เกาะเล็กๆ ที่ตั้งอยู่กลางอ่าวซานฟรานซิสโก ในแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา) โดยแนะว่าทำเป็นอัลคาทราซได้ ซึ่งการเดินทางไปเกาะตะรุเตา ไปยากแต่ประทับใจ 


ต่อมาเวลา 15.26 น. นายวีระ กล่าวถึงในส่วนขององค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ว่า ตนเองมีประสบการณ์ที่ดี เพิ่งไปเที่ยวเขาเขียว ดีกว่าที่เคยไปเมื่อ 10 ปีที่แล้วมาก แต่น่าเสียดายนิดหน่อยตรงถนนที่เข้าไปนั้นซับซ้อนเกินไป และเป็นถนน 2 เลน อันตราย พร้อมแนะเรื่องการทำทางเข้าสู่สวนสัตว์เขาเขียวแบบตัดตรง เพราะการเลี้ยวลดคดเคี้ยวในหมู่บ้านคนตนมองว่าอันตราย แต่ข้างในสวนสัตว์ดี และกำลังรอสวนสัตว์ที่ย่านคลองหก จ.ปทุมธานี ก็ตั้งตาคอยว่าเมื่อไหร่จะเสร็จ จะเป็นสวนสัตว์เมืองหลวงแทนสวนสัตว์เขาดินที่เป็นอดีตไปแล้ว ก็หวังว่าจะเป็นที่ท่องเที่ยวสำหรับคนกรุงเทพในอนาคต ขอให้ตั้งใจทำ สำหรับงบประมาณที่ขอมา 2,000 กว่าล้านบาท มองว่าคงจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้อง เป็นโครงการต่อเนื่องกับการทำสวนสัตว์ ขอให้อำนวยความสะดวกคนไปเที่ยว ทำที่จอดรถดีๆ ร่มรื่น ตนเองขอเอาใจช่วย 

ในส่วนขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) นายวีระ ระบุว่า เป็นเรื่องที่ตกทอดมา คือสมัยตั้งแต่รัชกาลที่ 5 เราทำป่าไม้ แต่ตอนหลังเราหยุดทำ คนที่มีความชำนาญที่สุดในการทำไม้ โดยเฉพาะไม้สักคือองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เก่งทั้งเรื่องปลูก การดูแล การตัด แปรรูป และยังเป็นหน่วยงานที่เวลาเขาไปยึดของกลางมาเราก็ยังเป็นคนที่ทำให้มันเรียบร้อยด้วย เพียงแต่เสียดายนิดเดียวว่าน่าจะเลี้ยงตัวเองได้ โดยที่ไม่ต้องมาของบประมาณปีหนึ่ง 100 กว่าล้านบาท เพราะดูในงบการเงินแล้วพอไปได้ แต่ไม่แน่ใจว่าติดขัดตรงไหน เข้าใจว่าคงขออย่างนี้ทุกปีเพราะเป็นงานระยะยาว เพียงแต่ว่าต้องทำงานประสานกรมป่าไม้นิดนึง ไม่แน่ใจว่าท่านมีศูนย์เพาะชำหรือไม่ ซึ่งกรมป่าไม้ทำค่อนข้างดี

จากนั้นกล่าวถึงองค์การสวนพฤกษศาสตร์ ว่า รู้จักคือที่ตำบลพุแค อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี ที่อื่นไม่รู้จัก ส่วนที่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ก็นานๆ ไปที พร้อมชมว่าทำได้ดีมาก และหากทำได้เยอะๆ ก็ดี เสียดายว่าไม่มีในกรุงเทพฯ โดยมองว่า กทม. น่าจะมาขอความรู้ไปทำ ส่วนที่เป็นรัฐวิสาหกิจตนไม่มีข้อตำหนิอะไร จะของบมา 100 กว่าล้านบาท ก็ทำไปเถอะ คนอื่นเขาขอมากว่าเราเยอะแยะ แล้วเขาทำสู้เราไม่ได้ด้วยซ้ำไป เราใช้น้อย ประหยัด และทำได้เกิดผล ขณะที่อีก 2 องค์การมหาชนตนไม่มีความรู้จึงขอข้ามไป 

สำหรับกรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายวีระ ระบุว่าเดิมเป็นกรมเดียวกัน แต่ขอชมกรมป่าไม้ ว่าทำศูนย์เพาะชำกล้าไม้ดีมาก แต่อยากให้ทำเยอะกว่านี้ ไม่ต้องให้ฟรีก็ได้ ซึ่งช่วงหน้าแล้งทราบว่ามักจะให้คนไปเก็บเมล็ดที่ตกอยู่ตามป่ามาเพาะ “แต่ท่านไม่ต้องไปทำฟรีเชื่อผมเถอะ เก็บต้นละบาท 2 บาทก็ยังดี อย่าไปแจกฟรี ลูกจ้างคนเดียวทำ 2 จ๊อบ คือ ทำให้ศูนย์เพาะชำต้นไม้ซึ่งแจกฟรี ซึ่งจะไม่พอ แต่ฝั่งนอกมีเป็นแถวเป็นพรืดเลย ไปคิดเองก็แล้วกันนะ เพราะเป็นเรื่องทำมาหากิน ผมก็ไม่ค่อยอยากไปยุ่งหรอก เดี๋ยวจะหาว่าผมไม่ให้ความสนใจ แต่ทำดีมากนะศูนย์เพาะชำเนี่ยผมชอบมากเลย ผมยังไปเอามา 200-300 ต้นมาปลูกที่บ้านต่างจังหวัดผมเลย”

ก่อนที่ นายวีระ จะเข้าสู่การกล่าวถึงกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งใหญ่ที่สุดและมีงบประมาณมากที่สุด ประมาณ 1 ใน 3 ของกระทรวง ว่า เป็นหน่วยงานที่มีเงินนอกงบประมาณเป็นกอบเป็นกรรม ซึ่งอธิบดีคนปัจจุบันใกล้จะเกษียณ จะฝากก็ไม่มีประโยชน์ แต่ฝากคนที่จะขึ้นมาแทนช่วยรับฟังด้วย โดยปี 2568 ต้น 2569 กรมอุทยานฯ ได้รับงบประมาณ 11,746 ล้านบาท หรือคิดเป็น 100 เท่าขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ แต่ปีนี้ลดมานิดหน่อย 10,284 ล้านบาท แต่ก็ใจดียังเจียดเงินมา เป็นเงินนอกงบประมาณที่มาสมทบ 1,583 ล้านบาท ก็ถือว่าใจดีมาก แต่ความใจดีนี้ต้องไปดูต่อว่าท่านได้เงินมาเท่าไหร่ กรมอุทยานฯ มีรายได้จากการขายสินค้าและบริการ 2,332 ล้านบาท ในปี 2568 ซึ่งก็บริหารจัดการดี มีรายได้มากกว่ารายจ่าย 

“แต่ผมเกรงว่ารายได้ที่ลงบุ๊กไว้ 2,300 ล้านเนี่ย น่าจะต่ำจากความเป็นจริงเป็นอันมาก ผมดูจากคนที่ไปเที่ยวตามอุทยานแล้วก็เข้าพัก มองว่าน่าจะได้เยอะกว่านั้น และยังมีเรื่องการขายบัตรเข้า เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าไม่เอา E-Ticket ขอเป็นกระดาษ ขอถามว่าปัจจุบันเป็น E-Ticket ทั้งหมดหรือยัง ถ้ายังควรจะเป็น E-Ticket ย้ำว่าค่าผ่านเข้าชมอย่ารั่วเลย ต้องพัฒนา มันไม่ได้ลงทุนอะไรมากเลย”

และสิ่งที่อยากจะพูดด้วยความตั้งใจคือ มีทางหรือไม่ที่เราจะให้ที่พักในอุทยาน ทั้งทางทะเล และทางป่าเขา มีสิ่งอำนวยความสะดวก เอาง่ายๆ ที่ตนเพิ่งไปมาอุทยานแห่งชาติเอราวัณ จ.กาญจนบุรี บ้านพักที่โรงแรมใกล้กันมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย แต่เมื่อเข้าไปดูของอุทยานแล้วตนกลัวจะเหมือนประสบการณ์เลวร้ายที่เคยเจอมา พร้อมเผยภาพบ้านพักอุทยานที่เคยไปพักซึ่งมีสภาพไม่ค่อยสวยงาม ก่อนระบุว่า ไม่สมกับเป็นอุทยานแห่งชาติที่ติดอันดับโลกอย่างสิมิลัน รู้สึกสะท้อนใจ เจ้าหน้าที่ก็จะบอกว่า 1. ไม่มีงบฯ 2. ไม่มีคนจะดูแล 3. สิ่งอำนวยความสะดวกที่มีไม่ได้ น้ำก็ไม่พอ เป็นน้ำกร่อย ต้องเข้าคิวอาบเพราะมีจำกัดมาก ไฟก็ไม่มี เมื่อเทียบกับการที่เคยไปเที่ยวเกาะที่เมียนมา เขาทำเป็นกระโจม มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ ของเราน่าอายมาก ทำไมเขาทำได้ แต่เราทำไม่ได้ 

ประเด็นคือทางกรมอุทยานแห่งชาติฯ จะบอกว่าไม่สามารถให้เอกชนมาทำอะไรได้ กฎหมายห้ามไว้ ก็ต้องช่วยกันคิดแล้วว่าเราจะทำในรูปแบบให้เอกชนมาร่วมลงทุน ทำแบบ BTO (Build-Transfer-Operate) ก็ได้ ให้เอกชนไปลงทุนเขาก็ต้องสร้างของดี น้ำ ไฟ อินเทอร์เน็ต ไม่มีขาดรับรองได้ เราก็จะไปเที่ยวด้วยความเพลิดเพลินสนุกสนาน 

“อันนี้ควรจะคิดทั้งทางทะเล และทางบก เริ่มคิดวันนี้ ผมตายไปแล้วเสร็จผมก็ไม่ว่า คิดว่าไม่ทันผมตายหรอก ผมตายก่อน ก่อนที่จะได้เที่ยวอย่างที่ผมอยากเที่ยว แต่ถ้าเกิดท่านไม่เริ่มวันนี้เลย ท่านอย่ามาพูดเลยเรื่องการท่องเที่ยว สิ่งอำนวยความสะดวกมันต่ำกว่ามาตรฐานขนาดนี้ มันจะไปเที่ยวได้ยังไง ผมชนชั้นกลางนะ ไม่ใช่คนรวยนะ ผมยังไม่อยากเที่ยวเลยถ้าต้องไปนอนอย่างนี้ โรงแรมจิ้งหรีดต่างจังหวัดยังดีกว่า พูดแล้วก็โมโหนะเอาจริงๆ คราวนี้จะทำยังไงท่านต้องไปคิดแล้ว”

พร้อมกันนี้ นายวีระ ยังฝากไปถึงรัฐบาลว่าจะต้องจัดระบบ ทำเป็น Pilot project สักที่หนึ่ง ต้องแก้กฎหมายอะไรก็ว่ากันไป ตนจะไม่ไปแตะว่าถ้าทำอย่างนี้แล้วจะทำให้อำนาจของข้าราชการในการดูแลตรงนั้นมันเกิดผลประโยชน์ที่เสียไป ถ้าท่านไปคุยกับคนที่ทำบริษัททัวร์ทางทะเลก็จะรู้เรื่องเองว่ามันไม่ใช่ตัวเลขที่ท่านพูด ท่านเก็บได้ 2,000 ล้านบาท ถ้าเป็นตนทำเก็บได้ 5,000 ล้านบาท มันหาย แต่ไม่เป็นไรเราเข้าใจ 

“ประเทศนี้ถ้าไม่มีคอร์รัปชัน มันพังผมเข้าใจ มันเป็นตัวหล่อเลี้ยงระบบ มันเป็นเงินบัญชี 2 ถ้าไม่มีตรงนี้เราอยู่กันไม่ได้ ผมพูดตรงๆ แบบนี้แหละ ผมอายุมากแล้ว ไม่อยากไปทิ้งอะไรไว้ เพราะฉะนั้นท่านต้องไปคิดว่าท่านจะทำอะไรกับตรงนี้ได้บ้างไหม ไม่งั้นเราก็จะซกมกอยู่กันแบบไปอย่างนี้ไปเรื่อยๆ”

นายวีระ ยังทิ้งท้ายด้วยว่า ถ้าทราบว่าท่านปัจจุบันยังไม่เกษียณก็จะพูดแรงกว่านี้ จึงขอพูดพอย่นย่อ พอสังเขป และฝากถึงอธิบดีคนใหม่ที่จะมาแทน.