วิกฤติบอร์ด กทสช. ล่มอีกแล้ว ถกเดือดปมสถานะประธาน ก่อนวอล์กเอาต์ทำองค์ประชุมไม่ครบ “นพ.สรณ” ยัน ยังไม่พ้นตำแหน่ง เดินหน้าจัดประชุมต่อพรุ่งนี้ (6 ส.ค.) ขอความร่วมมือ คกก. ชี้วาระเร่งด่วนเยอะ
วันที่ 5 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (บอร์ด กสทช.) ครั้งที่ 23/2569 หลังจากที่มีการเลื่อนประชุมเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ ซึ่งวันนี้ก็เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิม หลัง ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. เดินเข้าห้องประชุมและแจ้งดำเนินการเปิดการประชุม ซึ่งคณะกรรมการบางคนมีการคัดค้าน โดยขอหารือถึงประเด็นคุณสมบัติสถานะประธาน กสทช. ก่อน ซึ่งการพูดคุยมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน
ท้ายที่สุดทางกรรมการ กสทช. จำนวน 3 คน ประกอบด้วย พลอากาศโทธนพันธ์ หร่ายเจิรญ,ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต และนายศุภัช ศุภชลาศัย เดินออกจากห้องประชุม โดยใช้สิทธิ์ “ขอสงวนสิทธิ์ไม่เข้าร่วมประชุมโดยเหตุผลทางกฎหมาย” หวั่นทำหน้าที่ผิดกฎหมาย คัดค้านไม่ให้มีการเปิดประชุม เนื่องจากได้รับจดหมายจากคณะกรรมการสรรหา กสทช. เรื่องการขาดคุณสมบัติของประธาน กสทช. หวั่นเกรงว่าจะกระทบต่อมติต่างๆ ที่อาจได้รับผลกระทบจากการประชุมครั้งนี้ ขณะที่ รศ.ดร.สมภพ ภูริวิรัยพงศ์ กรรมการ กสทช. เดินออกจากห้องประชุมคนแรกตั้งแต่ ศ.คลินิก นพ.สรณ เดินเข้าห้องประชุม ส่งผลให้การประชุมไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ
ต่อมา ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ชี้แจงว่า คณะกรรมการ กสทช. มีเจตนาที่ชัดเจนในการจะเข้าร่วมประชุม เพราะตระหนักดีว่ามีภารกิจและวาระที่มีความสำคัญ จำเป็นเร่งด่วน และส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อทุกภาค การที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ ยังคงเข้าร่วมประชุมถือเป็นความเสี่ยงทางกฎหมาย หากยังคงดันทุรังเปิดประชุมภายใต้การทำหน้าที่ของประธานคนเดิม ซึ่งการลงมติใดๆ โดยมีประธานที่เป็นผู้สละสิทธิ์แล้วก็ย่อมมีความเสี่ยงตามกฎหมาย ทั้งกฎหมายปกครองหรือกฎหมายอาญา ก็ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย และมีความสุ่มเสี่ยงที่จะผิดกฎหมายอย่างร้ายแรงด้วย
นอกจากนี้การที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ เดินทางไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้สั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ตนเองปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าทราบดีถึงสถานะทางกฎหมายของตนเอง ก็สะท้อนและแสดงว่าท่านรู้อยู่แล้วว่าท่านสละสิทธิ์จากตำแหน่ง กสทช. ไปแล้ว เพราะฉะนั้น ท่านก็คงไม่ไปร้องขออำนาจคุ้มครองให้ศาลสั่งให้ตนสามารถปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ชั่วคราว ระหว่างที่มีการพิจารณาของศาลปกครอง พร้อมระบุว่า นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้รักษาการตาม พ.ร.บ. มีอำนาจเข้ามาช่วยคลี่คลาย Deadlock นี้ จึงมีความหวังว่านายกรัฐมนตรีจะเข้ามาช่วยส่งสัญญาณหรือกำหนดแนวทางที่ชัดเจน เพื่อให้กรรมการที่เหลืออยู่ 6 ท่าน สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และไม่เกิดความเสียหายต่อระบบการสื่อสารของประเทศต่อไป
ขณะที่ พลอากาศโทธนพันธ์ ระบุถึงเจตนาที่ชัดเจนว่า กรรมการที่เหลือพร้อมจะทำงานเพื่อให้ภารกิจของประเทศเดินหน้า แต่ไม่สามารถร่วมสังฆกรรมกับบุคคลที่ไร้อำนาจได้ “ผมพร้อมที่จะมาเข้าร่วมประชุม กสทช. กับกรรมการ กสทช. ที่เหลือ 6 คน เพื่อที่จะให้งานเดินไปได้ แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่สามารถที่จะมาร่วมประชุมกับบุคคลที่ถือว่าถูกสละสิทธิ์ไปแล้ว และก็ไม่มีอำนาจในการมาทำหน้าที่นี้แล้ว” หากมองอีกมุมมันก็เหมือนกับว่ามีความพยายามในการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. ที่เหลืออยู่ ซึ่งตามระเบียบข้อบังคับการประชุม กสทช. เปิดช่องให้เลือกกรรมการคนใดคนหนึ่งขึ้นมาทำหน้าที่ประธานแทนได้ในที่ประชุม เพื่อให้วาระเร่งด่วนเดินหน้าต่อได้โดยไม่ขัดกฎหมาย
โดยเมื่อถูกถามถึงกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าบอร์ดชุดนี้ทำงานล่าช้าและมีวาระค้างพิจารณาจำนวนมาก พลอากาศโทธนพันธ์ ชี้แจงโต้แย้งทันทีว่า ต้นเหตุไม่ได้มาจากกรรมการไม่ทำงาน แต่เป็นเรื่องของอำนาจในการจัดวาระ ซึ่งไม่เคยปรากฏว่ามีวาระค้างการพิจารณามากขนาดนี้มาก่อนและนาน ซึ่งสาเหตุมันไม่ใช่เป็นเพราะว่าเราไม่ทำงาน เราทำงานเพียงแต่ว่าก็อย่างที่คุณทราบว่าเป็นอำนาจประธานในการจะนำเรื่องนี้มาพิจารณา
จากนั้น ศ.คลินิก นพ.สรณ แถลงว่า ขอความร่วมมือไปยังคณะกรรมการทุกท่านให้คำนึงถึงภารกิจเพื่อประชาชน “เรามีวาระสำคัญเร่งด่วนเยอะนะครับ อย่างที่รู้กัน ก็อยากจะขอความร่วมมือกับท่านกรรมการนะครับ เข้าประชุมเพื่อพิจารณาให้วาระเหล่านี้มันผ่านพ้นไปได้ด้วยดี”
เมื่อถามถึงประเด็นความเสี่ยงทางกฎหมาย หากประธานไม่ปฏิบัติหน้าที่หรือการเปิดประชุมโดยไม่มีข้อยุติ เจ้าตัวชี้แจงอย่างชัดเจนว่า “ผมก็โทษ ผมจะไม่โดน 157 เหรอ” พร้อมย้ำว่าตามกฎหมายยังคงต้องทำหน้าที่ต่อไป และตนได้ใช้สิทธิทางปกครองแล้วหลังจากมีคำวินิจฉัย ในคำวินิจฉัยก็ยังบอกว่าจะไม่เป็นที่สิ้นสุด ยังคงต้องรอความชัดเจนจากกระบวนการยุติธรรม พร้อมกล่าวว่า “รอคำสั่งศาลปกครอง หรือว่ารอทูลเกล้าฯ หรือว่า รอทั้งสองฝ่ายเหมือนกันหมดอ่ะครับ ระหว่างที่ยังไม่มีข้อยุติทางกฎหมาย ขออนุญาตให้ขอความร่วมมือท่านกรรมการเข้าร่วมประชุมเถิดนะครับ งานจะได้เดินไปต่อ” ก่อนย้ำว่า มุ่งหวังเพียงให้การทำงานเดินหน้าไปได้ จึงขอความร่วมมือบอร์ดทุกท่านให้มาประชุมในวันพรุ่งนี้ (6 สิงหาคม 2569)
สำหรับความล่าช้าในการเปิดประชุมบอร์ด กสทช. ส่งผลให้โครงการและวาระสำคัญหลายประการต้องหยุดชักงักลง ประกอบด้วย ดาวเทียมไทยคม 4 เนื่องจากสัมปทานและอายุการใช้งานใกล้สิ้นสุดลงในวันที่ 10 กันยายนนี้ ขณะที่โรงงานผลิตดาวเทียมดวงใหม่ยังทำไม่ทัน จึงจำเป็นต้องขออนุญาตใช้ดาวเทียมดวงเดิมต่อ รวมไปถึงการพิจารณาประเด็นทีวีดิจิทัล วาระค้างพิจารณาที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการดำเนินงานของอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัล และการอนุมัติเงินทุน กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์. และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่รอการอนุมัติเงินสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาจากกองทุน
อย่างไรก็ตาม ยืนยันวาระทั้งหมดไม่ใช่เรื่องของการนำมาเป็นเงื่อนไขต่อรอง แต่ทำตามหน้าที่ปกติเป็นงานที่ต้องปฏิบัติ พร้อมที่จะเสนอเรื่องเข้าสู่วาระการประชุมทันทีหากบอร์ดพร้อมปฏิบัติหน้าที่.