“อ.วีระ” ย้ำในวง กมธ.งบฯ 70 ก.ศึกษาธิการ ไม่ต้องตอบ ขอให้แจงเป็นเอกสาร แนะทำโรงเรียนอาชีวะต้นแบบ ผู้ปกครองไม่ต้องห่วงบุตรหลานจะเจอลูกหลง อัดมัวแต่ทำอะไรก็ไม่รู้ ฉุนคนนั่งข้างปลัดหัวเราะเยาะ


วันที่ 4 สิงหาคม 2569 การประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สภาผู้แทนราษฎร เข้าสู่มาตรา 24 คือ งบประมาณกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยเมื่อเวลา 12.41 น. เป็นคิวของ นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะกรรมาธิการ ระบุว่า จะตั้งข้อสังเกตและคำถาม ขอให้ตอบเท่าที่ตอบได้ ไม่ต้องเอาจริงเอาจังอะไรไปมาก ในแง่ภาพรวมงบประมาณที่กระทรวงศึกษาธิการได้รับไปตัวเลขกลมๆ ราว 360,000 ล้านบาท ซึ่งมีไม่กี่กระทรวงที่ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้น พร้อมมองว่าคงจะเป็นข้อจำกัดของกระทรวง เพราะค่อนของเงินที่ได้ไปนั้น ไปอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 276,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอดที่เพิ่มขึ้นมา 6,000 ล้านบาท มากกว่าอัตราเฉลี่ยของการเพิ่มขึ้นของกระทรวงด้วยซ้ำไป ซึ่งงบประมาณของกระทรวงเพิ่มขึ้นประมาณ 1.3% ขณะที่งบ สพฐ. เพิ่มขึ้น 2.23% เข้าใจได้เพราะเป็นการจัดการเรียนการสอนทั้งประเทศ

แต่เมื่อดูเข้าไปในเนื้อใน ไม่ต้องเปิดก็รู้ส่วนใหญ่เป็นเงินเดือนครู มีกรรมาธิการบางส่วนทำตัวเลขสัดส่วนว่าเรามีครูกี่คนเทียบกับนักเรียน ได้อัตราส่วนมหัศจรรย์มาก ครู 1 คน เท่ากับนักเรียน 12 คน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ผิดพลาด เพราะครูจำนวนมากไม่ได้สอนหนังสือ ขอถามปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เคยไปทำหรือไม่ว่าจริงๆ แล้วครูที่สอนหนังสือรับผิดชอบนักเรียนกี่คน น้อยเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น แต่ถ้ารับผิดชอบมากเท่าไหร่ ก็คือยิ่งเลวเท่านั้น เพราะไม่มีเวลาดูแล 

ทั้งนี้ ในช่วงยกตัวอย่างสมัยตนเองเป็นนักเรียนเมื่อ 60 ปีที่แล้ว และยังพูดขึ้นว่าตนเองอายุมากกว่าทุกคนที่นั่งอยู่ในที่นี้ นายวีระ หันไปทางฝั่งกระทรวงที่มารอชี้แจง ก่อนถามว่า “คุณหัวเราะอะไร คุณอายุมากกว่าผมเหรอ ท่านที่นั่งคู่กับปลัดอ่ะใคร ผมตั้งใจพูดนะครับ ผมไม่ได้ดูหมิ่นอะไรท่านนะครับ ท่านมาหัวเราะเยาะผมอย่างนี้ ผมโกรธนะครับ” 

นายวีระ กล่าวต่อไปว่า รายละเอียดที่ควรจะไปดูคือปัญหามีทั้งบุคลากรที่เป็นผู้สอน และระบบบริหารจัดการ พร้อมมองว่าเป็นหนึ่งในปัญหาที่ไม่มีทางแก้ไขได้ จึงไม่ได้เสนอแนะให้ทำอะไร หรือตัดนั่น เพิ่มนี่ เพราะเป็นเรื่องกระจุกกระจิก เอาเฉพาะสำนักงานปลัด กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) 

เริ่มจากกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ขอเป็นข้อมูลว่าคนที่มาลงทะเบียนเรียนกับท่านกี่คน เพราะเท่าที่ตนทราบซึ่งอาจจะเป็นข้อมูลที่ผิด คือ คนเรียนจริง กับคนที่ลงทะเบียนเรียนเพื่อใช้งบประมาณของท่านตัวเลขมันไม่เท่ากัน แต่ไม่ต้องตอบตน ขอให้เขียนคำตอบมา เอาข้อมูลปัจจุบัน เพราะมีคนไปติดเรื่องเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1 แสนกว่าคน ซึ่งเรียนหรือไม่ ก็ไม่รู้ เรื่องที่เหลือคือการจัดการเรียนการสอน พัฒนามาจากการศึกษานอกโรงเรียน พัฒนามาจากการสอบเทียบ ซึ่งตนก็แก่เกินเรียนแล้ว

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มีความล้มเหลว เพราะการเรียนการสอนในชั้นไฮสกูล (High school) ของอาชีวะซึ่งสำคัญมาก เด็กเมื่อจบมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 (ม.3) เขาจะมีทางไป 2 ทาง จะไปสายอาชีวะ หรือสายสามัญ และจะไปจบมหาวิทยาลัยหรือไม่จบก็สุดแท้แต่ 

“แต่สิ่งที่ท่านทำให้ผม และผู้ปกครองเป็นห่วงมากก็คือ ผมอยากให้ลูกผม หลานผมได้เรียน เพราะว่าในเยอรมันการเรียนอาชีวะถือเป็นเรื่องที่ดีที่สุด แต่เด็กที่ไปเรียนมันจะมีประเด็นว่ามีเรื่องชกต่อยตีกัน ทำให้ผู้ปกครองไม่อยากส่งไปเรียน Vocational school ผมก็ไม่ทราบว่าเกิดวัฒนธรรมอะไร ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น” 

พร้อมเสนอให้ลองทำสักโรงเรียนหนึ่งที่ไม่มีเรื่องพวกนี้ เหมือนโรงเรียนเตรียมทหารเขาชะโงก (โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า) เอาจริงเอาจังแบบที่จีนทำ ไม่ต้องให้ผู้ปกครองต้องเป็นห่วงว่าถ้าส่งลูกไปเรียนอาชีวะแล้วจะเจอลูกหลง ซึ่งบางคนถึงแก่ชีวิต “ทำไมไม่แก้ตรงนี้ซะที ไปมัวแต่ทำอะไรก็ไม่รู้ ทั้งของรัฐบาล วิทยาลัยอาชีวศึกษา แล้วก็ของเอกชน มีปัญหาเหมือนกันหมด ไปทำโรงเรียนต้นแบบ หรือจะเรียกว่าเป็นสถาบันฝึกอบรมอะไรสักอย่างนึง เฉพาะรับเด็กไปเรียน เป็นโรงเรียนประจำเลย สัก 500 คน ขาดอันไหนเราสอนอันนั้น หาครูดีๆ มา อย่ามัวมาทำอะไรที่มันพริกขี้หนูซอยไปซอยมาแบบนี้ อันนี้ผมพูดให้เข้าใจว่าควรจะทำยังไง”

ก่อนถามปลัดกระทรวงศึกษาธิการอีกครั้ง 2 เรื่อง ว่า เรื่องแรก เงินนอกงบประมาณไปอยู่ที่ไหนบ้าง ถ้าไม่มีก็คือไม่มี ถ้ามีอยู่ที่ไหน เพราะมีเรื่องของค่าธรรมเนียม ช่วยหามาให้กรรมาธิการหน่อยว่ามีเงินนอกงบประมาณที่เก็บเอาไว้ถลุงเองสักกี่มากน้อย จะดูตัวเลขว่าตรงกันหรือไม่ เรื่องที่ 2 ท่านมีกองทุนและเงินทุนหมุนเวียนทั้งหมดในกระทรวงศึกษาธิการกี่กอง กี่ทุนหมุนเวียน มีเงินสะสมคงค้างในบัญชีทรัพย์สิน สินทรัพย์ หรืออะไรสักอย่างที่อยู่ในนี้ว่ามีสักกี่มากน้อย ขอให้ทำตัวเลขงบการเงินและรายชื่อกองทุนทั้งหมดเป็นเอกสาร 

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เป็นกองทุนที่รับโอนงานบางอย่างจากเดิม เป็นกองทุนที่ดูดเงินค่อนข้างจะหนักหนาสาหัสในแต่ละปี โดยในปี 2569 ได้รับการจัดสรร 7,483 ล้านบาท ปี 2570 ได้รับการจัดสรร 7,688 ล้านบาท ตนพอทราบว่าเอาไปทำอะไร แต่ตั้งข้อสังเกตว่าการมีกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา คือความล้มเหลวของการจัดการศึกษาในระบบของกระทรวงศึกษาธิการ ยิ่งเขาได้เงินมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นปฏิภาคผกผันว่าเราล้มเหลวมากเท่านั้น และในฐานะที่ตนไม่ได้ไปเรียนต่างประเทศ ถ้าท่านจะสอนเด็ก จริงๆ เราสอนแค่ 2-3 วิชา คือ 1. คณิตศาสตร์ ต้องคำนวณเป็น บวก ลบ คูณ หารได้ ไม่ต้องถึงขั้นแคลคูลัส 2. ภาษา ซึ่งประเทศอื่นมีปัญหาเช่นกันคือ พูดได้ ฟังได้ แต่เขียนไม่ได้ และเขียนลายมือเป็นไก่เขี่ยอีกต่างหาก 3. ความรู้ทั่วไป ซึ่งสมัยนี้สามารถหาแหล่งความรู้ได้ดีอยู่แล้ว ครูที่เรามีอาจจะฉลาดไม่เท่ากับ AI (เอไอ) แล้ว 

“ผมคิดว่าหลักสำคัญที่สุดของการศึกษาก็มีแค่นี้แหล่ะครับ คิดเป็นทำเป็น คิดได้ทำได้ คิดได้ทำเป็น และคิดเป็นทำได้ ส่วนที่เหลือเป็นเรื่องของวิชาชีพ เรื่องของการจะไปเอาดีเอาเด่น จะจบปริญญาเอก โท อันนี้เป็นเรื่องของความสนใจ ความก้าวหน้าในวิชาชีพ มนุษย์จะไปต้องการอะไรมากมาย มีเงินทองใช้ มีครอบครัวที่ดีก็จบแล้ว” 

ก่อนทิ้งท้ายว่า อะไรที่ตนถาม ถ้าตอบไม่ได้หรือไม่อยากตอบ ก็ไม่ต้องตอบ อะไรที่ขอเป็นเอกสาร ถ้าหาให้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่พยายามหน่อยก็แล้วกัน พร้อมย้ำว่าไม่ต้องตอบคำถาม ไม่ต้องเสียเวลากับตน.