นายกฯ แถลงไทยคัมแบ็กบทบาทนำในรอบ 17 ปี เสนอ 3 แนวทางหลักสร้างภูมิคุ้มกันและความอยู่ดีกินดีให้ประชาชน
วันที่ 4 สิงหาคม 2569 ณ ห้อง Nusantara Hall สำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEC) กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวถ้อยแถลงแสดงวิสัยทัศน์ของประเทศไทยต่ออนาคตอาเซียน โดยมีคณะผู้แทนถาวรประจำสำนักงานเลขาธิการอาเซียน และนักการทูตจากทั่วโลกเข้าร่วมรับฟังกว่า 100 ประเทศ การกล่าวสุนทรพจน์ในครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี ของนายกรัฐมนตรีไทย ณ สำนักเลขาธิการอาเซียน นับตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญว่า นายกรัฐมนตรีได้เสนอ 3 แนวทางหลัก เพื่อรับมือความท้าทายระดับโลกและรักษาความเป็นแกนกลางของภูมิภาค 1. เสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยมที่เข้มแข็ง (Stronger Regionalism) โดนนายกรัฐมนตรีเน้นว่าท่ามกลางโลกที่แตกแยก ความเป็นเอกภาพของอาเซียนคือสิ่งสำคัญ หลักฉันทามติและหลักไม่แทรกแซงกิจการภายในยังคงเป็นรากฐาน แต่ต้องนำมาใช้อย่างยืดหยุ่นและเหมาะสม เพื่อให้การแก้ปัญหามีประสิทธิผล
ส่วนสถานการณ์เมียนมายืนยันใช้กรอบ "ฉันทามติ 5 ข้อ" (Five-Point Consensus) ควบคู่กับแนวทาง Calibrated Re-engagement (การกลับมามีส่วนร่วมอย่างเหมาะสมและเป็นขั้นเป็นตอน) ซึ่งเริ่มเห็นผลบวก หลังมีรายงานว่าคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ได้รับอนุญาตให้เข้าพบนางออง ซาน ซู จี เมื่อวานนี้ โดยเธอมีสุขภาพแข็งแรงดี ขณะที่ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะฟื้นฟูความไว้วางใจ และเปิดทางให้การเจรจาทวิภาคีดำเนินต่อไป ยึดหลักสันติวิธีและกฎหมายระหว่างประเทศ
2.สร้างภูมิคุ้มกันและความพร้อมรับความผันผวน (Greater Resilience) อาเซียนต้องไม่รอให้เกิดวิกฤตแล้วค่อยแก้ แต่ต้องเตรียมพร้อมล่วงหน้าด้วยการเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน พลังงาน และอาหาร เร่งเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลและเทคโนโลยี และขยายความร่วมมือกับประเทศมหาอำนาจขนาดกลางและกลุ่มโลกใต้ (Global South) เพื่อลดการพึ่งพาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และรักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์
3. ทำให้อาเซียนมีความหมายต่อประชาชนอย่างยั่งยืน (Lasting Relevance)ความสำเร็จของอาเซียนต้องวัดจากผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริง ทั้งความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน การปราบปรามอาชญากรรมข้ามพรมแดน การสร้างงาน ตลอดจนการพัฒนาทักษะคนรุ่นใหม่ให้พร้อมรับยุคเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมเร่งปฏิรูปกลไกการทำงานของสถาบันอาเซียนเพื่อให้การตัดสินใจของผู้นำนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง
"อาเซียนเป็นกรอบความร่วมมือที่ไทยร่วมก่อตั้งตั้งแต่การลงนามปฏิญญากรุงเทพเมื่อ 59 ปีก่อน ช่วยเปลี่ยนภูมิภาคจากความขัดแย้งสู่ประชาคมแห่งความร่วมมือ การครบรอบ 60 ปีของอาเซียนในปีหน้า จะเป็นโอกาสสำคัญในการกำหนดทิศทางใหม่ และประเทศไทยพร้อมกลับมามีบทบาทนำอีกครั้ง นี่คืออนาคตของอาเซียนที่ประเทศไทยเชื่อมั่น และคืออนาคตที่เราทุกคนต้องร่วมกันสร้าง" — นายอนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวสรุป