“สีหศักดิ์” แถลงโต้ “ทอม แอนดรูว์ส” รายงาน UN ไม่เป็นกลาง เข้าข้างกัมพูชาพาดพิงไทย ชี้ละเลยความสูญเสียของฝ่ายไทย ทั้งที่เหตุปะทะเริ่มต้นจากฝ่ายกัมพูชา เตรียมทำหนังสือคัดค้านส่ง UNHRC
วันที่ 3 สิงหาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงชี้แจงกรณีการเผยแพร่รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา ของนายแอนดรูว์ส (Andrew) ผู้รายงานพิเศษ (Special Rapporteur) โดยยืนยันว่า รายงานดังกล่าวไม่ใช่รายงานอย่างเป็นทางการของสหประชาชาติ (UN) แต่เป็นเพียงรายงานส่วนตัวตามอาณัติ ซึ่งยังต้องผ่านกระบวนการพิจารณาและเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกรวมถึงไทย ร่วมอภิปรายและตั้งข้อสังเกต ณ นครเจเนวา สวิตเซอร์แลนด์
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า สิ่งที่ฝ่ายไทยกังวลคือการทำงานของผู้รายงานพิเศษที่ต้องมีความเป็นกลางและเที่ยงธรรม แต่รายงานฉบับนี้กลับมีการพาดพิงประเทศไทยหลายประเด็น โดยไม่มีการตรวจสอบข้อมูลหรือสอบถามความเห็นจากฝ่ายไทยก่อน ที่สำคัญทางการกัมพูชาได้บิดเบือน นำเนื้อหาเฉพาะส่วนที่พาดพิงไทยไปขยายผลเพื่อโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง ซึ่งถือว่าผิดข้อตกลงที่ผู้นำทั้งสองประเทศเคยตกลงไว้ในการประชุมสุดยอดอาเซียน ณ เมืองเซบู ที่ให้ละเว้นการโจมตีกันในเวทีระหว่างประเทศเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์
สำหรับข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและฝ่ายไทยขอโต้แย้งอย่างถึงที่สุด คือ อ้างตัวเลขผู้พลัดถิ่น 6.5 แสนคนซึ่งข้อมูลนี้ไม่ถูกต้อง เนื่องจากเป็นการนำรวมเอาชาวกัมพูชาที่เข้ามาสร้างหมู่บ้านรุกล้ำในเขตไทย ตั้งแต่ช่วงสงครามกลางเมืองเมื่อ 50 ปีก่อน ซึ่งไม่เข้าข่าย “ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศไทย”
รายงานละเลยความสูญเสียของไทยโดยสิ้นเชิง ทั้งที่เหตุปะทะเริ่มต้นจากฝ่ายกัมพูชา ทำให้พลเรือนไทยเสียชีวิต โรงเรียน และโรงพยาบาลถูกโจมตี ขณะที่ไทยต้องบริหารจัดการอพยพประชาชนกว่า 4 แสนคนออกจากพื้นที่
นายสีหศักดิ์ ยืนยันไทยไม่เคยบังคับผลักดันแรงงานกัมพูชากลับประเทศ แต่เป็นทางการกัมพูชาเองที่เรียกร้องให้แรงงานตนเองเดินทางกลับ จนกลายเป็นภาระในการดูแลเรื่องการสร้างงาน
นายสีหศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า รายงานฉบับนี้กลับละเลยประเด็นสำคัญที่ประชากรโลกกำลังกังวล คือปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ และแรงงานบังคับ ในกัมพูชา โดยหลังจากนี้ ฝ่ายไทยเตรียมทำหนังสือคัดค้านและชี้แจงอย่างเป็นทางการ ยื่นต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ และสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่ง UN ณ นครเจเนวา พร้อมเตรียมผลักดันมาตรการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ให้เป็นมติตามกรอบ UN ในการประชุมสมัยหน้าต่อไป