สก.พรรคประชาธิปัตย์ ดาหน้าบี้สอบปม สก.พรรคประชาชน เสียบบัตรโหวตแทนกัน “นภาพล-นิภาพรรณ” ย้ำความผิดสำเร็จแล้ว “พงศกร” เผย จ่อยื่นร้อง ป.ป.ช.-รมว.มหาดไทย-ประธานสภา กทม. สอบจริยธรรม-อาญา
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 3 สิงหาคม 2569 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมทีมสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อาทิ นายนภาพล จีระกุล สก.เขตบางกอกน้อย, น.ส.นิภาพรรณ จึงเลิศศิริ สก.เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย, นายพินิจ กาญจนชูศักดิ์ สก.เขตสัมพันธวงศ์, นายสุชัย พงษ์เพียรชอบ สก.เขตคลองเตย และนายอนุรักษ์ เลิศวัฒนาไพบูลย์ สก.เขตวังทองหลาง ร่วมแถลงถึงการลงมติแทนกันของ สก.พรรคประชาชน ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร (สภา กทม.) ที่ผ่านมา
นายนภาพล กล่าวว่า ปกติในการลงคะแนนของสภา กทม. ปัจจุบันใช้วิธีลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์เช่นเดียวกับสภาผู้แทนราษฎร โดยต้องใช้บัตรประจำตัว สก. เพื่อยืนยันตัวตนก่อนการโหวตลงคะแนน ซึ่งวันเกิดเหตุมีผู้แสดงตนเฉพาะผู้ที่อยู่ในห้องประชุมบนจอภาพมีรวม 41 คน แต่จากการตรวจสอบ พบว่า มี สก.นั่งอยู่จริงในห้องประชุมเพียง 40 คน แสดงว่ามีบัตรประจำตัว สก. 1 ใบ ถูกเสียบแสดงตัวค้างไว้ โดยเจ้าตัวไม่อยู่ในห้องประชุม เมื่อประธานที่ประชุมสั่งเปิดโหวต ปรากฏว่ามีผู้ลงคะแนน 41 คน แสดงว่ามีการกดลงคะแนนแทนกันของ สก. 1 คน จนเมื่อเพื่อน สก. มีการทักท้วงในที่ประชุมเพื่อขอให้ประธานสภา กทม. ตรวจสอบ นายภัทรศักดิ์ ใหม่พระเนตร สก.เขตยานนาวา พรรคประชาชน ยอมรับในที่ประชุมว่าเป็นผู้กดปุ่มลงคะแนนในช่องเสียบบัตรของ นายไซราม ประกายกิจ สก.เขตสาทร พรรคประชาชน ที่เสียบบัตรคาไว้ เนื่องจากรีบโหวตจึงกดผิดเครื่อง ทำให้เป็นการกดลงคะแนน 2 ครั้ง
ดังนั้น ข้ออ้างที่ว่ากดผิดหรือเครื่องเสียจึงฟังไม่ขึ้น เพราะหากเครื่องเสียสัญญาณไฟจะแสดงสถานะเครื่องเป็นสีส้ม คือไม่สามารถกดลงคะแนนได้ และต้องแจ้งเจ้าหน้าที่สภา กทm. ทราบทันทีเพื่อแก้ไข ก่อนการกดคะแนนให้ตนเองก่อนแล้วจึงกดให้เพื่อนสมาชิก ถือเป็นการกระทำความผิดสำเร็จแล้ว คือผิดทั้งทางจริยธรรม, ผิดกฎหมาย ป.ป.ช. และผิดกฎหมายอาญา โดยมี สก. หลายคนในห้องประชุมเห็นเหตุการณ์พร้อมกัน
ทางด้าน น.ส.นิภาพรรณ สก.เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กล่าวว่า ตนในฐานะผู้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขอยืนยันว่าเห็น นายภัทรศักดิ์ กดโหวตในปุ่มของตนเองก่อน จากนั้นยื่นมือไปกดปุ่มเพื่อโหวตลงคะแนนในช่องเสียบบัตรของ นายไซราม จนเมื่อเกิดการทักท้วงในห้องประชุมเพื่อขอให้ตรวจสอบ นายภัทรศักดิ์ จึงยอมรับภายหลังว่าเป็นคนกดลงคะแนน โดยอ้างว่ากดผิดจากความสับสน ซึ่งตามข้อเท็จจริงหาก สก. กดผิด หรือมีปัญหาเรื่องลงคะแนน ต้องรีบยกมือเพื่อแจ้งประธานในที่ประชุมทันที ไม่ใช่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยผ่านไปจนมีการทักท้วงให้ตรวจสอบ เพราะคนในห้องประชุมไม่ตรงกับผลโหวตจึงค่อยยอมรับเพราะจำนนต่อการถูกตรวจสอบ ไม่ใช่เกิดจากความสับสน ทั้งนี้ มีกล้องบันทึกของสภา กทม. ก็สามารถตรวจสอบลำดับเวลาการกดปุ่มได้ชัดเจน
ขณะที่ นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เหตุการณ์นี้มีการลงมติแทนกันจริงและผู้กระทำยอมรับ แม้ภายหลังจะมีคำชี้แจงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในห้องประชุม แต่สารัตถะสำคัญคือการกระทำที่ไม่เหมาะสม ละเมิดหลักการ “หนึ่งคน หนึ่งเสียง” ถือเป็นการใช้อำนาจของประชาชนไปในทางทุจริต ทั้งที่ตัว สก. ไม่ได้อยู่ในห้องประชุม เรื่องนี้พรรคประชาธิปัตย์จะดำเนินการ 3 ด้าน คือ
1. ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพราะเป็นการกระทำที่เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ในการปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ก่อให้เกิดความเสียหาย
2. ยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร และตรวจสอบการกระทำผิดจรรยาบรรณของ สก. เพื่อส่งเรื่องให้สภา กทม. วินิจฉัยต่อไป
3. ยื่นเรื่องถึงประธานและรองประธานสภา กทม. ให้ชี้แจงถึงข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่าจะมีคำวินิจฉัยและดำเนินการอย่างไรต่อไป ซึ่งหากสภา กทม. หรือข้าราชการที่เกี่ยวข้องไม่ดำเนินการ พรรคประชาธิปัตย์จะดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ในฐานะผู้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยเช่นกัน การออกมาแถลงข่าวครั้งนี้ ไม่ใช่การกลั่นแกล้งหรือโจมตีทางการเมือง แต่เป็นการสนับสนุนนโยบายสภา กทม. โปร่งใส ของประธานสภา กทม. เอง เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าประธานสภา กทม. มีความโปร่งใสพอที่จะดำเนินคดีและลงโทษอย่างเท่าเทียมหรือไม่ เพื่อร่วมกันขจัดคนทุจริตและสร้างมาตรฐานสภา กทม. ให้ถูกต้องตามกฎหมาย.