รองนายกฯ “ทรงศักดิ์ ทองศรี” มอบทนายแจ้งความ “สนั่นชัย - พริษฐ์ - ยิ่งชีพ ไอลอว์” หมิ่นประมาท กรณีกล่าวหาเอี่ยวฮั้ว สว. ปัดฟ้องปิดปาก แต่สิ่งที่พูดเป็นเท็จทั้งสิ้น ทำให้เสียหาย
วันที่ 2 สิงหาคม 2569 นายทิวา การกระสัง ทนายความ ได้รับมอบอำนาจจาก นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ ว่าที่ พ.ต.ท.วิษณุชัย คารมย์ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ ขอให้ดำเนินคดีอาญากับ 3 บุคคล ได้แก่ 1. นายสนั่นชัย ช่วยอุดมธนิกิจ อดีตผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดหนองบัวลำภู 2. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) และ 3. นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ไอลอว์ (iLaw)
ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 และมีการเผยแพร่สิ่งที่กระทำนั้นทั่วราชอาณาจักรผ่านสื่อ ตามมาตรา 328 “ความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น”
นายทิวา ระบุว่า บุคคลทั้งสามกับพวกได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายต่างกรรม ต่างวาระ ได้แก่ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 โดยนายพริษฐ์ (ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2) ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน และคณะ ได้มีการจัดงานเสวนา “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. - เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว.” ณ อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นการจัดเวทีแถลงต่อหน้าผู้เข้าร่วมงานจำนวนมากและสื่อมวลชนหลายสำนัก โดยเปิดให้มีการบันทึกภาพและเสียง เพื่อนำออกเผยแพร่เป็นข่าวต่อสาธารณชนทั่วประเทศ
ในงานดังกล่าวได้เชิญ นายสนั่นชัย (ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1) ขึ้นกล่าวถ้อยคำบนเวทีในฐานะพยาน โดยการจัดเวทีดังกล่าวได้มีการกล่าวหาว่า นายทรงศักดิ์ ในขณะที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เกี่ยวข้องกับการฮั้ว สว. ในจังหวัดหนองบัวลำภู โดยทนายความ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่บุคคลทั้ง 3 ร่วมกันกระทำในการจัดงานเสวนาดังกล่าวที่รัฐสภา เป็นเรื่องเท็จทั้งสิ้น
ทั้งนี้การที่ นายทรงศักดิ์ ร้องทุกข์ครั้งนี้เนื่องจากว่าเมื่อมีการเผยแพร่ไปแล้ว ทำให้ได้รับความเสียหาย สิ่งที่พูดเป็นเท็จทั้งสิ้น จึงร้องทุกข์เพื่อต้องการให้บุคคลทั้ง 3 นั้น มามอบตัวหรือพบพนักงานสอบสวนเพื่อนำข้อเท็จจริงมาคุยกันว่าสิ่งที่พูดนั้นจริงหรือเท็จ ซึ่งนายทรงศักดิ์ ไม่ได้มีเจตนาที่จะร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อปิดปากบุคคลใดๆ ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการที่จะตรวจสอบ แต่การตรวจสอบนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริง เมื่อการตรวจสอบเป็นเรื่องเท็จ จึงต้องร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีกับบุคคลทั้ง 3 ดังกล่าว และหากพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้วมีบุคคลอื่นร่วมด้วย ก็สามารถที่จะดำเนินคดีต่อไปได้
ทนายความ กล่าวย้ำในตอนท้ายว่า “ไม่ได้ร้องทุกข์เพื่อเป็นการปิดปากใคร ทุกคนมีสิทธิตามกฎหมาย เขามีสิทธิที่จะตรวจสอบ เราก็มีสิทธิที่จะใช้สิทธิตามกฎหมายเช่นเดียวกัน เพราะทุกคนต้องเสมอภาคตามกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ”