“จาตุรนต์” ยื่นแปรญัตติงบฯ 70 จี้เงินที่ถูกตัด ไม่ควรถูกนำไปกองรวมไว้ใน “งบกลาง” ให้นายกรัฐมนตรีสั่งการใช้จ่ายไปตามอัธยาศัย ห่วงหน่วยงานยังไม่ขยับของบใหม่เข้ามา 


วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เดินทางไปยื่นคำแปรญัตติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ในวันสุดท้าย พร้อมกล่าวว่า งบประมาณ 3 ส่วนที่ตัดไม่ได้ตามกฎหมาย คือ รายจ่ายบุคลากร รายจ่ายชดใช้เงินคงคลัง และรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ ทำให้การตัดงบทุกครั้งตกไปอยู่ที่งบส่วนอื่นของแต่ละกระทรวง ซึ่งที่ผ่านมามักทำแบบ “รีดไขมัน” คือตัดเฉพาะส่วนที่ดูเกินจากสถิติการเบิกจ่าย โดยไม่ผ่านการพิจารณาเชิงนโยบาย 


เขาเห็นว่าในภาวะเศรษฐกิจวิกฤตเช่นนี้ การตัดงบต้องมีนโยบายกำกับว่าเรื่องใดจำเป็นต่อภารกิจของรัฐบาลจริงหรือไม่ ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขการเบิกจ่ายที่ล่าช้าหรือเกินความจำเป็น และต้องกล้าตัดโครงการที่ยังไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แม้โครงการนั้นจะไม่ได้ใช้งบเกินก็ตาม หากพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่จำเป็นหรือไม่คุ้มประโยชน์


ประเด็นที่เขาย้ำมากที่สุดคือ เงินที่ตัดได้ไม่ควรถูกนำไปกองรวมไว้ใน “งบกลาง” แต่ต้องให้หน่วยงานระดับกรมเสนอแผนของบประมาณกลับเข้ามาใหม่ ผ่านกระทรวงและคณะรัฐมนตรี ก่อนส่งเข้าคณะกรรมาธิการพิจารณาอีกครั้ง ตามกระบวนการปกติที่ถูกต้องตามกฎหมาย


“ไม่ใช่ทำกันแต่เพียงว่ามีไขมันก็ตัดออกไป เสร็จแล้วนึกอะไรไม่ออกก็เอาไปไว้ที่งบกลาง ให้นายกรัฐมนตรีสั่งการใช้จ่ายไปตามอัธยาศัยต่อไป” นายจาตุรนต์กล่าว


อย่างไรก็ตาม เขากังวลว่าจนถึงขณะนี้แทบไม่มีหน่วยงานใดเตรียมทำแผนของบประมาณกลับเข้ามาตามที่ควรจะเป็น ทั้งที่คณะกรรมาธิการเหลือเวลาพิจารณาอยู่อีกเพียงประมาณหนึ่งเดือน


ส่วนทิศทางที่ควรนำงบประมาณไปใช้ นายจาตุรนต์มองว่าไม่ควรหวังพึ่งงบประมาณแผ่นดินไปกระตุ้นเศรษฐกิจหรือกระตุ้นการบริโภคในภาพรวมอีกต่อไป เพราะประเทศมีงบจำกัดและแบกรายจ่ายผูกพันสูงอยู่แล้ว แต่ควรทุ่มไปกับการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ทั้งการพัฒนาทักษะบุคลากรให้ทันเทคโนโลยีใหม่ และวางโครงสร้างพื้นฐานรองรับอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพอย่างเมดิคัลฮับและเวลเนส