นายกฯ เยือนอินโดนีเซีย 3–4 ส.ค. ลงนามหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย–อินโดฯ พร้อมสั่งรับมือมาตรการภาษีสหรัฐฯ หลังโดนเก็บ 12.5%
วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ระหว่างวันที่ 3–4 สิงหาคม 2569 มีกำหนดการเดินทางเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ โดยที่ประชุม ครม. ได้เห็นชอบร่างแผนความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย–อินโดนีเซีย พ.ศ. 2569–2573 ซึ่งครอบคลุมความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม โดยจะมีพิธีลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศระหว่างการเยือนครั้งนี้
นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนการเตรียมการอย่างเต็มที่ พร้อมเร่งส่งประเด็นปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอที่ต้องการยกระดับสู่การหารือระดับผู้นำ เพื่อให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำท่าทีของไทยอย่างเป็นเอกภาพ
นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังได้กล่าวถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกาประกาศใช้อัตราภาษีตามมาตรา 301 กับประเทศคู่ค้ากว่า 60 ประเทศ ซึ่งประเทศไทยถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 12.5 โดยนายกรัฐมนตรีย้ำว่า ทุกหน่วยงานไม่ควรมองแค่ตัวเลขอัตราภาษี แต่ต้องเร่งแก้ไขปัจจัยเสี่ยงที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นแรงงานบังคับ (Forced Labor) และกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) ที่อาจถูกยกมาใช้เป็นเหตุเพิ่มมาตรการทางการค้ากับไทยในอนาคต
นายกรัฐมนตรี จึงสั่งการให้กระทรวงแรงงาน ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บังคับใช้กฎหมายและระเบียบต่างๆ อย่างจริงจัง พร้อมจัดทำบัญชีสินค้าและอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยง พัฒนาระบบรับรองแหล่งที่มาและระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อยืนยันว่าสินค้าไทยตลอดห่วงโซ่การผลิตไม่มีการใช้แรงงานบังคับ ใช้เป็นหลักฐานเจรจากับสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้า
สำหรับประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน นายอนุทิน มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เป็นแกนหลัก บูรณาการร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมศุลกากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำบัญชีสินค้ากลุ่มเสี่ยง ตรวจสอบกำลังการผลิต ปริมาณสินค้าคงเหลือ มาตรการอุดหนุนของรัฐ แหล่งกำเนิดสินค้า ตลอดจนความเสี่ยงจากการสวมสิทธิ หรือการใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้า
นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำด้วยว่า การช่วยเหลือผู้ประกอบการต้องมุ่งเน้นการเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน พัฒนาเทคโนโลยี และเพิ่มมูลค่าสินค้า มากกว่าการสนับสนุนให้ขยายกำลังการผลิตโดยไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานจัดทำมาตรการรองรับอย่างเป็นระบบ กำหนดผู้รับผิดชอบและกรอบเวลาชัดเจน เพื่อลดผลกระทบต่อการส่งออกและใช้ประกอบการเจรจากับสหรัฐฯ ต่อไป