สส.ปชน.รับหนังสือคดีฮั้ว สว. “พนิดา” จี้ กกต. เร่งส่งศาล ย้ำไม่ต้องรอสอบจนสิ้นสงสัย ด้าน “ทนายอั๋น” จ่อยื่น อสส.ให้ร้อง ศาลรัฐธรรมนูญเอาผิด พรรคภูมิใจไทย เข้าข่ายล้มล้างการปกครองฯ
วันที่ 27 ก.ค 2569) นายภัณฑิล น่วมเจิม พร้อมด้วย นางสาวพนิดา มงคลสวัสดิ์ รับหนังสือจากนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น ผู้แทนภาคประชาชน ที่นำหลักฐานคดีเลือกตั้ง สว.มามอบให้พร้อมระบุว่า ขณะนี้สำนวนอยู่ในชั้นการพิจารณาของ กกต. อ้างถึงพยานหลักฐานที่มีความชัดเจนเชื่อมโยงไปถึงกระบวนการฮั้ว สว. อาจเข้าข่ายการกระทำล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย และเป็นเรื่องที่ขัดต่อความมั่นคงตามประมวลกฎหมายอาญา
โดยขอให้พรรคประชาชนพิจารณาว่าจะทำอย่างไร เพราะไม่ไว้วางใจ กกต. ในการพิจารณา ขณะเดียวกันจะไปยื่นต่อสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ว่าพฤติการณ์ของกระบวนการฮั้ว สว. แต่ระดับคนในรัฐบาลและ สว. รวมถึงคนที่อยู่นอกสภา ขอให้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 หรือใช้สิทธิแจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับความมั่นคงโดยเห็นว่าสถานการณ์วันนี้ในคดี ฮั้ว สว. จุดสุดท้ายอาจเหลือเวลาไม่นานที่จะรอ กกต. แต่ด้วยเหตุผลที่ไม่ไว้วางใจการทำหน้าที่ของ กกต. จึงฝากให้พรรคประชาชนพิจารณาตามข้อร้องเรียน
นางสาวพนิดา ระบุว่า ขอขอบคุณทนายอั๋นที่นำข้อมูลเพิ่มเติมมายื่นในวันนี้ หลังจากนี้จะศึกษาดูข้อมูลหลักฐานว่าจะสามารถดำเนินการต่อได้อย่างไร แต่สิ่งที่ต้องการชวนให้สังคมติดตาม ขณะนี้เสียงที่ส่งไป กกต. ต้องสะท้อนให้ดังขึ้นกว่าเดิม เพราะในกฎหมายเลือกตั้ง บุคคลเดียวที่จะมีอำนาจส่งฟ้องศาลคือ กกต. ส่วนในฐานความผิดอื่นในคดีอาญา แม้หน่วยงานจะดำเนินการล่าช้าแต่ประชาชนสามารถส่งฟ้องเองได้ ส่วนข้อกล่าวหาเราทำผิดกฎหมายเลือกตั้งมีเพียง กกต. เท่านั้นที่มีอำนาจในการชี้ขาด และขอให้ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา เพื่อตรวจสอบอย่างโปร่งใส ซึ่งฝ่ายค้านมีพยานและหลักฐานเพิ่มเติม
“ทั้งที่ทนายอาจมายื่นและที่พวกเราเดินหน้าจะพยายามผลักดันอย่างเต็มที่ สุดท้ายอย่างที่ศาสตราจารย์สิริพรรณ นกสวน สวัสดี ฝากไว้ในเวทีการเปิดหลักฐานคดีฮั้ว สว. ภาค2 เป็นประเด็นที่น่าสนใจคือ กกต. ไม่ได้มีหน้าที่ในการพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงให้สิ้นสงสัยก่อนแล้วค่อยฟ้องศาล แต่ กกต. มีหน้าที่เก็บรวบรวมหลักฐานทั้งหมดที่สามารถรวบรวมได้ จากการไต่สวนหากพึงเชื่อได้ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น สามารถส่งศาลทั้งหมดได้ทันที โดยยกอำนาจการพิสูจน์ข้อเท็จจริงจนสิ้นสงสัยให้เป็นหน้าที่ของศาล” นางสาวพนิดากล่าว
เมื่อถามว่าการมาเปิดเผยหลักฐานวันนี้เป็นหลักฐานที่เกี่ยวกับการเปิดรายชื่อ 9 คนก่อนหน้านั้นหรือไม่ นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า ตนหอบหลักฐานมา 3 พันหน้าซึ่งมอบให้ กกต. ไปแล้ว ขณะนี้ก็อยู่ในมือของพรรคประชาชนรวมถึงนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์)ด้วย ซึ่งในวันเลือกรอบประเทศมีการเก็บมือถือและไม่มีใครสามารถเข้าถึงโทรศัพท์ได้แน่นอน แต่หลังเที่ยงคืนของวันนั้นมี สว.หลายคนโทรหาเจ้าพ่อเขากระโดง ซึ่งหลักฐานที่ตนมายื่นวันนี้ก็คือ ข้อมูลการใช้โทรศัพท์ DSI มีแบบไหน กกต. มีแบบไหนภาคประชาชนก็มีแบบนั้น แต่อย่ามาถามหาว่าหลักฐานมาจากไหนเพราะทุกคนต้องแสวงหาข้อเท็จจริงร่วมกัน
“ กกต. อาจไม่ได้เป็นตัวของตัวเองอาจรอแอปเปิ้ลเขียวแอปเปิ้ลแดงจาก สว. ก็เดาได้ยากว่าท้ายที่สุดผู้มีอำนาจที่สะอาดอาจจะชักใย กกต. อยู่เบื้องหลังเขาจะเอาอย่างไร แต่ถ้าตามข่าวเห็นว่าอาจจะปล่อย 20-30 คน คนที่มีเส้นเงินชัด แต่ระบบเครือข่ายเอาเงินมาจากไหนอย่างไร คนอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะตัดออกหมด ดังนั้นภาคประชาชนจึงต้องมาร่วมกันเขย่า วันนี้ถ้ายังขืนจะกล้าทำตามผู้มีอำนาจ ที่ชักใยพวกคุณอยู่ คุณก็รอติดคุกเลย วันศุกร์นี้ตนไปยื่นร้องมาตรา 157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.” นายภัทรพงศ์กล่าว
นายภัณฑิล กล่าวเสริมว่า การฟ้องปิดปากภาคประชาชน ยืนยันว่านี่เป็นการทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ ถ้าบุคคลที่ถูกกล่าวหาหรือพาดพิงถึงเป็นบุคลากรทางการเมืองก็มีหน้าที่ออกมาชี้แจงไม่ใช่มาฟ้องกลับ รวมถึง กกต. ที่ออกมาพูดในทำนองขู่ กกต. มีหน้าที่จัดการได้มาซึ่ง สว. ให้โปร่งใสตรงไปตรงมา แต่กลับมาคุกคามประชาชน เรื่องนี้ก็ต้องตั้งคำถามกลับไปยัง กกต. ว่าไม่เพียงละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ทำในสิ่งที่ต้องทำ แต่ยังจะมาขู่คุกคามประชาชนอีก ซึ่งมองว่าเรื่องนี้ควรคุ้มครองพยาน
ด้านนางสาวพนิดา กล่าวว่า ฝากไปถึงพยานทุกคน เรายังไม่ชัดเจนว่า กกต. จะสรุปเรื่องนี้ออกมาในช่วงเวลาใดซึ่งอาจมีการเคาะมติภายในต้นเดือนสิงหาคม พยานคนใดที่มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ดังกล่าวมีหลักฐาน ที่จะนำสู่สาธารณะ ด้วยกังวลว่าคดีนี้จะไม่ได้รับความเป็นธรรมสามารถส่งมาได้ที่ฝ่ายค้านได้