“วีระยุทธ” นำทีม กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ สภาฯ ติดตามสถานการณ์ลำไยเชียงใหม่-ลำพูน ชี้ ต้องแก้ทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่วิธีให้ปุ๋ยจนเจรจาด่านจีน


วันที่ 25 กรกฎาคม 2569 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร และ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยหลังการลงพื้นที่ของ กมธ. ในการติดตามสถานการณ์ปัญหาการผลิต จำหน่าย และส่งออกลำไย ที่จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูน เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์และเสนอทางออกที่เป็นระบบ ช่วงระหว่างวันที่ 23-24 กรกฎาคมที่ผ่านมา 

นายวีระยุทธ ระบุว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานของคณะอนุกรรมาธิการศึกษาห่วงโซ่อุปทานการส่งออกสินค้าเพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจภูมิภาค ซึ่ง กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ ตั้งขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ทำความเข้าใจห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) สินค้าเกษตรไทยตั้งแต่การผลิต แปรรูป ขนส่ง ส่งออก โดยช่วงเวลานี้เป็นฤดูกาลที่ลำไยกำลังออกสู่ตลาด และลำไยเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรที่สะท้อนปัญหาภาพใหญ่ที่ภาคเกษตรไทยกำลังเผชิญได้ดี

ส่วนเหตุผลในการจัดตั้งคณะอนุ กมธ. นี้ เนื่องจากปัจจุบันภาคเกษตรไทยยังขาดองค์ความรู้ในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่เป็นระบบ ทั้งข้อมูลทางการและข้อมูลหน้างานจริง อีกทั้งยังต้องรับมือกับมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Measures) ที่เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ 

โดยภายหลังจากรับฟังปัญหาจากเกษตรกร ผู้ประกอบการ และหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ นายวีระยุทธสะท้อนว่า ปัญหาด้านหนึ่งของลำไยภาคเหนือมาจากปัจจัยต่างๆ ภายในประเทศเอง เช่น อายุของต้นลำไยที่มากขึ้น ให้ผลผลิตไม่สูงเท่าเดิม ต้นทุนปุ๋ยและการตัดแต่งกิ่งที่เพิ่มขึ้น ภาวะขาดแคลนแรงงานในฤดูเก็บเกี่ยว อำนาจการต่อรองราคาที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างเกษตรกรกับล้งหรือพ่อค้าคนกลาง 

ปัจจัยในประเทศเหล่านี้ส่งผลต่อคุณภาพการผลิต แต่ในแง่ของราคา ตลาดรับซื้อหลักอย่างประเทศจีนกลายเป็นผู้กำหนดทิศทาง เพราะจีนครองตลาดส่งออกลำไยเกิน 70% ของทั้งหมด โดยในฤดูกาลนี้จีนใช้การตรวจปริมาณซัลเฟอร์มาเป็นตัวกรองสำคัญ ซึ่งที่ผ่านมาฝั่งไทยจะรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่ผิวลำไยเพื่อยืดอายุ แต่นับจากเดือนสิงหาคม 2568 จีนยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยขึ้นเป็น 50 ppm โดยรวมทั้งเนื้อและเปลือก ทำให้ผลผลิตลำไยของไทยแทบทั้งหมดไม่สามารถผ่านด่านเข้าสู่จีนได้

“สิ่งที่เกิดขึ้นกับลำไยเป็นภาพทับซ้อนกับสินค้าเกษตรชนิดอื่นๆ ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ที่จุดใดจุดหนึ่ง เช่น ตัดแต่งกิ่งหรือทำแปลงใหญ่ หรือออกนโยบายตอบสนองความต้องการเฉพาะจุดใดจุดหนึ่ง เช่น นโยบายช่วยรับซื้อ ขายออนไลน์ แต่จำเป็นต้องแก้ไขทั้งห่วงโซ่ตั้งแต่การปลูก การให้ปุ๋ย การควบคุมมาตรฐานสินค้า ไปจนถึงการเจรจากับประเทศคู่ค้าให้มีความชัดเจนขึ้น”

ทั้งนี้ คณะอนุกรรมาธิการศึกษาห่วงโซ่อุปทานฯ หรือ อนุฯ ห่วงโซ่ ดำเนินการศึกษาครอบคลุมสินค้าเกษตรทั้งระดับภาพรวมและระดับรายสินค้า รวมถึงทิศทางเกมการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป โดยจะนำเสนอข้อค้นพบต่อสาธารณะในช่วงปลายปีงบประมาณหรือประมาณเดือนกันยายนนี้.