“มาร์ค” ฉะนักการเมืองฟ้องปิดปาก “ยิ่งชีพ” iLaw ไม่ถูกต้อง ย้ำบุคคลสาธารณะต้องตรวจสอบได้ แนะรัฐบาลแก้ไฟใต้ต้องเดิน 2 ขา ทั้งเจรจาควบคู่ใช้กฎหมายเข้ม
วันที่ 25 กรกฎาคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา ถึงกรณีแกนนำพรรคภูมิใจไทย ฟ้อง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ไอลอว์ (iLaw) หลังการเปิดเผยรายชื่อ 9 คน มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. ว่า ไม่มีใครอยากถูกฟ้องดำเนินคดี สิ่งที่เปิดเผยออกมาดูได้จากการแจ้งข้อกล่าวหาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพราะตนเคยอภิปรายแล้วว่า กกต. มีการแจ้งข้อกล่าวหาให้กับบุคคลที่มีชื่ออยู่ในขณะนี้ และทุกคนทราบดีว่าในกระบวนการสอบสวนของ กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พาดพิงเกี่ยวข้องกับใครบ้าง
ดังนั้น บุคคลสาธารณะจึงควรออกมาชี้แจงมากกว่าที่จะเร่งดำเนินคดี ตอนนี้สังคมวิตกกังวลถึงกระบวนการการสอบสวนของ กกต. ที่มีการตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดพิเศษขึ้นมา และมีกระแสข่าวรายงานว่าไม่มีผู้ใดผิดเลย ซึ่งค้านกับสิ่งที่สังคมรับรู้มาโดยตลอด เพราะที่ผ่านมามีการนำเสนอหลักฐานต่างๆ ทั้งเส้นการเงิน การเข้าพักตามโรงแรมต่างๆ หรือการมีภาพปรากฏการใช้โพยในวันเลือก สว. เป็นต้น
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า ท้ายที่สุดหากมีการพิสูจน์ว่ามีการใส่ร้ายป้ายสี ก็ยังสามารถใช้สิทธิ์ได้ แต่ตนเชื่อว่าคนที่ออกมาเปิดเผยคงไม่นึกสนุกแล้วพูดออกมา แต่เขามีฐานข้อมูลจากการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่ถูกกล่าวหาต้องออกมาชี้แจงว่าในวันนั้นไม่ได้อยู่ในสถานที่นั้นตามที่ถูกกล่าวหา ซึ่งข้อมูลที่เปิดเผยออกมาเป็นที่รับรู้กันในระดับหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะในชั้นอัยการที่ส่งกลับมายัง DSI มีการระบุว่า มีผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด 7 กลุ่ม หนึ่งในนั้นคือบรรดานักการเมือง พรรคการเมือง ที่เข้าไปแทรกแซง
เมื่อถามว่าการที่แกนนำพรรคการเมืองไปแจ้งความดำเนินคดี ถือว่าเป็นการกลั่นแกล้งหรือฟ้องปิดปากหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ก็เป็นสิทธิ์ เพียงแต่ว่าอยากให้บุคคลสาธารณะสามารถตรวจสอบได้ หากเป็นการฟ้องร้องที่มีเจตนาข่มขู่ หรือทำให้เกิดการหวาดกลัวในการตรวจสอบ ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้สูญเสียเจ้าหน้าที่ ซึ่งความจริงมีการเตือนกันตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ลอบยิง สส. ว่ามีความพยายามจะทำให้ความรุนแรงกลับกลายมาเป็นเรื่องปกติอีกครั้ง รัฐบาลมีการตั้งคณะพูดคุยชุดใหม่ แต่การพูดคุยต้องไม่ใช่การยอมรับและปล่อยให้มีการใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่ หรือยอมรับพฤติกรรมดังกล่าว ต้องดำเนินการตามมาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด
แต่ขอรัฐบาลอย่าคิดว่ามีความรุนแรงแล้วจะต้องใช้ความรุนแรงเพียงอย่างเดียว ไม่มีการพูดคุย หรือถ้ามีการพูดคุย แปลว่าเกิดการปล่อยปละละเลย ไม่มีมาตรการด้านความมั่นคง ซึ่งในการดูแลรักษาความปลอดภัยหรือการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ต้องควบคู่กันไปและหาจุดสมดุลให้ได้
ขณะที่คำถามว่าการที่รัฐบาลมีการตั้งคณะพูดคุยขึ้นมาแล้ว มองว่าเป็นการผลักภาระไปให้กับคณะพูดคุยทำงานเพียงฝ่ายเดียวเลยหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุ ทราบมาว่าคณะพูดคุยก็มีความพยายามจะทำงาน แต่อีกฝ่ายมีความพยายามจะส่งสัญญาณหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ไม่ควรจะเกิดขึ้น ดังนั้นต้องมีความชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยหรือการใช้มาตรการทางกฎหมายต้องเข้ม.