กมธ.งบประมาณ 2570 “วีระ ธีรภัทร” ชำแหละงบประกันสังคม หนี้พุ่ง-ขาดทุนยับ ถามอยากออกจากระบบราชการหรือไม่ ด้านเลขาฯ สปส. แจงปรับวิธีเดินบัญชีตาม สตง. ยอมรับไม่ได้ทำงบการเงินแยกกันของแต่ละกองทุน


เมื่อเวลา 14.14 น. วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะกรรมาธิการ ซักถามต่อสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ถึงเรื่องการประมาณการหนี้สินประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ ซึ่งเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน ซึ่งตั้งเอาไว้ 2,421,670 ล้านบาท ว่าใช้วิธีคำนวณอย่างไร อีกเรื่องคือหากตัดรายการที่เป็นเงินสมทบออกไป แล้วมาดูที่รายจ่ายจะพบว่า “มันเป็นตัวเลขหลอกลวง” ตัวเลขรายได้รวมของกองทุนประกันสังคมอยู่ที่ 320,930 ซึ่งปีสิ้นสุดคือวันที่ 31 ธันวาคม 2568 และยังไม่มีการเซ็นรับรองจากผู้ตรวจการแผ่นดิน ค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมด 356,891 ล้านบาท รายได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายสุทธิ 35,961 ล้านบาท ซึ่งรายการนี้ต้องอย่าลืมว่า สปส. มีเงินได้เปล่า 229,463 ล้านบาท หากบวกกลับเข้าไป ผลจะออกมาติดลบมหาศาลกว่า 260,000 ล้านบาท จึงอยากทราบว่าจะบริหารจัดการอย่างไร 

นายวีระ กล่าวต่อไปว่า เมื่อดูยอดรวมของการเริ่มจ่ายบำนาญชราภาพ รายการที่จ่ายเป็นค่าประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ จำนวน 48,960 ล้านบาท เพิ่มจาก 42,187 ล้านบาท ในปี 2567 จึงอยากถามว่าผู้รับบำนาญชราภาพจากปี 2567-2568 เพิ่มขึ้นเท่าไหร่ พอมีภาพหรือไม่ เพราะสำนักงานรู้อายุของผู้ประกันตน ดังนั้น น่าจะคาดเดาได้ว่าในปีถัดไปจะมีผู้รับบำนาญเพิ่มเท่าไหร่ และต้องมีตัวเลขว่าต้องจ่ายค่าประโยชน์ทดแทนเท่าไหร่ ขอให้สำนักงานตอบคร่าวๆ แต่เชื่อว่าหน่วยงานมีโมเดลนี้อยู่ ขอให้ส่งรายละเอียดมาเป็นเอกสารด้วย

ทั้งนี้ ในการบริหารกองทุนประกันสังคม มีการแบ่งออกเป็น 3 กอง นายวีระ ตั้งคำถามว่า 3 กองนั้นมีงบการเงินที่แยกกันของแต่ละกองหรือไม่ เพราะตอนนี้ข้อมูลที่มีเหมือนเป็นงบการเงินรวม แต่ตนต้องการงบเฉพาะกิจการ ก่อนถามย้ำอีกครั้งว่า “เคยทำหรือไม่” ซึ่งนางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวยอมรับว่า “ไม่ได้ทำ”

จากนั้น นายวีระ เสนอแนะว่าต้องทำแล้ว เพราะ สปส. จ่ายให้แต่ละกองทุนรวมปีละ 120,000 ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเพื่อรักษาพยาบาล หรือทดแทนการว่างงาน ซึ่งตนเห็นว่าควรแยก เพราะมันน่าตลกที่มีงบการเงินรวม แต่ไม่มีงบการเงินแบบแยกกิจการ โดยเมื่อเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กำลังจะขอกล่าวชี้แจง แต่ถูกนายวีระ ห้ามไว้ว่าให้ตอบทีเดียว ก่อนกล่าวอีกว่า ตนพูดไปอย่างนั้น หากทำได้ก็ทำ ทำไม่ได้ตนก็ไม่ว่าอะไร 

พร้อมทั้งระบุในตอนหนึ่งด้วยว่า สปส. ติดค้างเงินบำนาญตนอยู่ 300 บาท หลายปีแล้ว แต่ไม่เอาแล้ว ยกให้ และขอให้ตัดชื่อออกจากระบบให้ด้วย ก่อนกล่าวต่อไปว่า ตนเองออกจากระบบประกันตนในช่องรอยต่อที่ยังไม่มีบำนาญชราภาพ จากนั้นจึงมีการเพิ่มผลตอบแทนเพื่อให้คนยังอยู่ด้วยนานๆ เพิ่มเรื่อยๆ จนกลายมาเป็น 120,000 ล้านบาทต่อปีแล้ว 

นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน ซึ่งตนขอยังไม่พูด เพราะมั่นใจว่าจะต้องเจอสำนักงานประกันสังคมอีก แต่อยากถามใจว่า ระหว่างให้ระบบของสำนักงานออกจากความเป็นราชการไปเลย กับแบบที่เป็นอยู่นี้ชอบแบบไหนมากกว่า เพราะถ้าหากเจ้าหน้าที่ประกันสังคมกว่า 1 หมื่นคน ชอบที่จะดูแลกองทุนแบบนี้ ตนก็จะเข้าใจว่าต่อไปจะเป็นอย่างไร หรือหากจะออกจากระบบราชการเหมือนกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ก็แล้วแต่

นางสาวกาญจนา ตอบว่า งบแสดงผลการดำเนินงานมีรายได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายสุทธิของปี 2568 ประมาณ 35,000 ล้านบาท ในขณะที่ ปี 2567 อยู่ที่ 100,000 ล้านบาท ในปัจจุบัน งบการเงินของกองทุนประกันสังคมอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ซึ่งจะมีการปิดตรวจในวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ส่วนสาเหตุที่รายได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายนั้น หลักๆ เป็นเพราะว่าการประมาณการหนี้สินประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพเดิม ไม่มีการประมาณการไปข้างหน้าว่าจะมีผู้ชราภาพที่ได้รับเงินเท่าไหร่ สปส. จึงได้ประเมินตามข้อคิดเห็นของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และปรับปรุงวิธีการคำนวณเงินสำรองประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ ซึ่งแสดงอยู่ในรายการหนี้สินไม่หมุนเวียน ในงบแสดงฐานะการเงิน ทำให้มีค่าใช้จ่ายปรับเพิ่มจากปี 2567 จำนวน 324,000 ล้านบาท และปี 2568 จำนวน 148,000 ล้านบาท 

สำหรับการประมาณการอีกหนึ่งประเด็นคือ เรื่องกรณีทดแทนกรณีทุพพลภาพ ซึ่งได้มีการปรับระเบียบและแก้ไขบันทึกเงินสำรองสำหรับประโยชน์ทดแทนที่มีอายุการจ่ายมากกว่า 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้รับอนุมัติสิทธิ ซึ่งแสดงอยู่ในรายการหนี้สินไม่หมุนเวียนเช่นเดียวกันในงบแสดงฐานะทางการเงิน ทั้งนี้ จากคำแนะนำของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเพื่อให้ปฏิบัติถูกต้องตามนโยบายการบัญชีภาครัฐ สำนักงานจึงมีวิธีการในการตั้งเงินสำรองค่าประโยชน์ทดแทนทั้งกรณีชราภาพ และทุพพลภาพ ทำให้มีค่าใช้จ่ายสุทธิต่ำกว่า ปี 2567-2568 ส่วนในเรื่องการคาดการณ์ จะนำส่งเป็นเอกสารต่อไป.