ประจานการทำงานภาครัฐ สักแต่พูด ครบ 1 ปี จรวด BM-21 “กัมพูชา” ยิงใส่ “เจ้าของปั๊มศรีสะเกษ” บุกสภาฯหลั่งน้ำตา ร้องผ่าน “สส.กังฟู” ทวงสิทธิเงินเยียวยาเหยื่อภัยสงคราม หลัง “ปภ.-มท.” ล่าช้า
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 24 ก.ค. 2569 ที่รัฐสภา นายวสวรรธน์ พวงพรศรี สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง รับหนังสือร้องเรียนจาก น.ส.กมนรัตน์ พลเศรษฐเลิศ เจ้าของปั๊มน้ำมัน ปตท. สาขาบ้านผือ ตำบลบ้านผือ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์จรวด BM-21 ของกัมพูชาตกใส่เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2568 เพื่อติดตามความคืบหน้าการรับเงินเยียวยาจากรัฐบาล ซึ่งในวันนี้ถือเป็นการครบรอบ 1 ปีของเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ยังไม่ได้รับการเยียวยา ชดเชยความเสียหายจากกระทรวงมหาดไทย
โดยนายวสวรรธน์ กล่าวว่า เหตุการณ์นี้ครบ 1 ปีในวันนี้ ครั้งนั้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั้งนักเรียนและพนักงานร้านสะดวกซื้อ และมีพนักงานเติมน้ำมันที่ลานจ่ายน้ำมันได้รับบาดเจ็บหลายราย บางคนเป็นผู้พิการ ยังไม่ได้รับการชดเชยเยียวยา ช่วยเหลือตามที่รัฐรับปากอย่างเหมาะสม ตนในฐานะ สส. ในพื้นที่ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอดทั้งในที่ประชุมสภาฯ และในชั้น กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายปี 2570 สภาฯ โดยได้ทวงถาม ทั้งในส่วนของกระทรวงกลาโหมที่ระบุว่า กำลังทยอยจ่ายเงินเยียวยาทหาร และกระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ที่ตนได้ความคืบหน้าไปเมื่อวานนี้
นายวสวรรธน์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีส่วนงานของกระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ที่ต้องดำเนินการเยียวยาผู้ได้รับบาดเจ็บ เช่น กรณีพนักงานเติมน้ำมันที่ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณชายโครงจนทะลุปอด และผู้บาดเจ็บอีกหลายรายที่ยังไม่ได้รับเงิน รวมถึงกรณีของ “น้องน้ำโขง” ที่มีการร้องเรียนผ่านมูลนิธิกันจอมพลัง ซึ่งตนจะรับเรื่องเพื่อติดตามเรื่องต่อให้ เคสนี้ ผู้ร้องเรียนต้องเดินทางไกลกว่า 700 กิโลเมตร จากจังหวัดศรีสะเกษมายังรัฐสภา สะท้อนให้เห็นการรอคอยที่นานถึง 1 ปีว่า มันนานเกินไปสำหรับประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากภัยคุกคามบริเวณชายแดน ที่ต้องหยุดทำมาหากินหลายเดือน ซ้ำยังไม่ได้รับการชดเชยเยียวยาตามสิทธิที่ควรต้องได้ ซึ่งตนจะทำหน้าที่เร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
ด้านน.ส.กมนรัตน์ กล่าวว่า ตนเรียกร้องใน 3 ข้อหลัก คือ 1.เรื่องเงินเยียวยาความเสียหายของปั๊มน้ำมันที่ไม่มีความคืบหน้าตลอด 1 ปี ทราบเพียง กรมปภ. บอกว่า เรื่องส่งถึงสำนักนายกรัฐมนตรีแล้วแต่ไม่มีเอกสารใด ๆ แจ้งมาอย่างเป็นทางการ 2.คือความเสียหายของร้านค้าผู้เช่าภายในปั๊มน้ำมัน ที่ต้องปิดกิจการนานถึง 3 เดือน ไม่ได้ทำมาหากิน แต่ยังไม่ได้รับการเยียวยาใด ๆ เช่นกัน 3.กรณีของนายพลกิจ เด็กปั๊มผู้บาดเจ็บที่ปัจจุบันกลายเป็นผู้พิการ ซึ่งทำเรื่องขอสิทธิ อยู่ระหว่างดำเนินการตามสิทธิจากภาครัฐ รวมถึงพนักงานร้านสะดวกซื้อและประชาชนที่ใช้บริการที่ปั๊มน้ำมันในวันเกิดเหตุ ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากแรงระเบิดและสะเก็ดระเบิด ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐเช่นกัน
โดยน.ส.กมนรัตน์ กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือและหลั่งน้ำตาไหลว่า “ตลอด 365 วันที่ผ่านมา อยากวิงวอนให้ภาครัฐเห็นใจความทุกข์ของผู้ที่ประสบภัย ที่ต้องหาเงินมาใช้จ่ายจุนเจือในครอบครัว โดยที่ผ่านมาได้รับความช่วยเหลือจากภาคเอกชนเป็นหลัก อาทิ บริษัท ปตท. ที่ช่วยซ่อมแซมตู้จ่ายน้ำมัน หน่วยงานสังกัดกระทรวงพลังงานที่ดูแลเรื่องก๊าซหุงต้ม และภาคเอกชนที่ช่วยสนับสนุนอุปกรณ์ในร้านสะดวกซื้อ จนสามารถกลับมาเปิดกิจการดูแลพนักงานได้ ซึ่งช่วงแรก น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ อดีตรมช.มท. ขณะนั้น ได้ลงพื้นที่และบอกว่า ภาครัฐจะเยียวยาในส่วนต่างที่เหลือหลังจากได้รับทุนจากเอกชน ซึ่งตนได้จัดทำเอกสารหักวงเงินส่วนนั้นออกเรียบร้อยแล้ว แต่ในส่วนของหน่วยงานภาครัฐก็ยังนิ่งเฉย ไม่มีการเยียวยาให้ตามสิทธิ์ใดๆ”
สำหรับความคืบหน้าจากนั้นภาครัฐ มีเพียงเจ้าหน้าที่ ปภ. สังกัดกระทรวงมหาดไทย โทรศัพท์มาแจ้งด้วยวาจาว่า เรื่องถึงสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว และกำลังจะมีการช่วยเหลือ แต่ไม่เคยมีหนังสือยืนยัน หรือแจ้งความช่วยเหลือให้ทราบอย่างเป็นทางการ แม้ว่าในช่วงแรกหลังเกิดเหตุ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษจะลงพื้นที่มาดูแลด้วยตนเองและให้รอการประสานงานจากสำนักงาน ปภ. จังหวัด แต่รอมาตลอด 1 ปี ที่ผ่านมา ความช่วยเหลือที่ชัดเจนจากภาครัฐก็ยังคงไม่มาถึงแต่อย่างใด