กองทัพอากาศ แถลงความสำเร็จนโยบาย Offset Policy ดึงเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก พัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ด้าน “ยศชนันท์” ชู Defence Offset ดีลทัพฟ้า-สวีเดน เปลี่ยนงบซื้อฝูงบินรบเป็นการสร้างงาน 


วันที่ 24 ก.ค. 2569 กองทัพอากาศ ร่วมกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แถลงความก้าวหน้าการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F ชูนโยบาย Defense Offset Policy เปลี่ยนงบประมาณจัดหายุทโธปกรณ์เป็นการสร้างประโยชน์กลับคืนสู่สังคม มอบทุนปริญญาโท มหาวิทยาลัยชั้นนำสวีเดน 9 ทุน พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีระบบเชื่อมโยงข้อมูลยุทธวิธี (Link T) สร้างความมั่นคงทางทหารควบคู่การพัฒนาเทคโนโลยีและเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน


 พลอากาศเอก เสกสรร ครรชิตถาวร ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวว่า จากความจำเป็นที่กองทัพอากาศต้องจัดหาเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F จำนวน 12 เครื่อง เพื่อทดแทนเครื่องบิน F-16 ที่ใช้งานมานานเกือบ 40 ปี กองทัพได้นำนโยบาย Defense Offset Policy ตามมาตรฐานสากลของกระทรวงกลาโหม และแนวทางในสมุดปกขาว (White Paper 2025) มาใช้อย่างเป็นรูปธรรม โดยการจัดซื้อครั้งนี้มีการเจรจาเงื่อนไขให้บริษัทผู้ผลิต (SAAB) เสนอการชดเชยประโยชน์กลับคืนให้แก่ประเทศไทย ซึ่งผ่านการพิจารณาจากกรมบัญชีกลาง กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด และ ครม. ได้มีมติเห็นชอบแล้วเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา


ด้าน นายยศชนันท์ วงสวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ความมั่นคงของประเทศคือฐานรากสำคัญที่ไม่สามารถแยกออกจากความเจริญทางเศรษฐกิจได้ การส่งเสริมนโยบาย Offset Policy ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะเปลี่ยนบทบาทของประเทศไทยจากการเป็นเพียง “ผู้ซื้อ” ยุทโธปกรณ์ ให้กลายมาเป็น “ผู้สร้าง” ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศในยามวิกฤต และสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืนบนลำแข้งของตนเอง


ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การส่งมอบยุทโธปกรณ์ แต่เป็นการดึงสิทธิประโยชน์แลกเปลี่ยนด้านเทคโนโลยี (Direct และ Indirect Offset) โดยเฉพาะการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและภาคเอกชนระดับโลก เช่น มหาวิทยาลัย KTH และ Lund ประเทศสวีเดน รวมถึงบริษัท Saab ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชั้นสูงและนวัตกรรมป้องกันประเทศ

ในการดำเนินงานระยะแรก ได้มีการส่งนักวิจัยและบุคลากรไทยจำนวน 9 คน เข้าศึกษาวิจัยใน 3 สาขาเทคโนโลยีแห่งอนาคต ได้แก่:

1. Cybersecurity และ Artificial Intelligence (AI)

2. Space และ Aerospace Technology

3. Food Technology และ Molecular Biology (เทคโนโลยีการเกษตรและชีววิทยาโมเลกุล)


นายยศชนันท์กล่าวต่อว่า  การเรียนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสิ่งที่เราเรียกว่าปรัชญาในการเรียนรู้ แต่เราคงไม่รู้ว่าเทคโนโลยีที่เราไปเรียนวันนี้ กลับมายังอยู่หรือเปล่า แต่สิ่งที่อยู่คือการหาความรู้ใหม่ทุกวัน เพราะฉะนั้นการมีเพื่อน การที่สามารถสื่อสารได้กับทุกประเทศ การที่เราเป็นประเทศที่รู้เสมอว่าต้องมีอธิปไตยร่วมกันยังไงบ้าง เรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยีจึงเป็นสิ่งสำคัญนะครับ เมื่อสักครู่นี้ก็ได้มีเรื่องเกี่ยวกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีในยุทธวิธีต่าง ๆ เรารับเขามาได้ แต่เราต้องเรียกว่า Localize สิ่งที่เรารับเขามา เพื่อปรับสำหรับคนไทยด้วยกัน ทำให้ Agenda ของประเทศไทยเนี่ย เป็น Agenda ของคนทั่วโลก ไม่ได้ไปตามเกมของคนทั้งโลก


“การเดินทางไปทำงานวิจัยในแล็บต่างประเทศครั้งนี้ของน้อง ๆ ทั้ง 9 คน เปรียบเสมือน 'กองหน้า' ของประเทศ ซึ่งไม่ใช่แค่ One Man Show แต่ทำงานกันเป็นทีม เพื่อเรียนรู้และนำเทคโนโลยีกลับมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของประเทศไทย (Localize) เพื่อให้วาระด้านการพัฒนาของไทยสอดรับและนำเทรนด์โลก”


นายยศชนันท์ ยืนยันว่า กระทรวง อว. พร้อมสนับสนุนกองทัพอากาศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกมิติ ทั้งด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมร่วมปกป้องอธิปไตยและพัฒนาประเทศให้เติบโตอย่างเข้มแข็งต่อไป