ผบ.ทอ. เผยครบรอบ 1 ปีเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา 3 เหล่าทัพเตรียมความพร้อมอย่างดี เร่งพัฒนาเทคโนโลยีให้ทันการเปลี่ยนแปลง พร้อมปกป้องประชาชนตามแนวชายแดน


วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวถึงวาระครบรอบ 1 ปีเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา กองทัพได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งบทเรียน ประสบการณ์ รวมถึงข้อผิดพลาดบางประการ ซึ่งได้นำมาปรับปรุงแก้ไขและเตรียมความพร้อมให้ดียิ่งขึ้น

พล.อ.อ.เสกสรร กล่าวว่า เทคโนโลยีในยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ได้ใช้เวลาเป็นปี แต่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน ดังนั้นกองทัพจำเป็นต้องก้าวให้ทันและรู้เท่าทันเทคโนโลยีสมัยใหม่ หากไม่สามารถพัฒนาได้ด้วยตัวเอง ก็ต้องพูดคุยและทำความเข้าใจกับผู้ที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อนำองค์ความรู้มาปรับใช้ ก่อนที่จะพัฒนาไปสู่การพึ่งพาตัวเองได้ในสิ่งที่กองทัพเชื่อมั่น

ขณะนี้ทั้ง 3 เหล่าทัพได้เตรียมความพร้อมเป็นอย่างดี หน้าที่ของฝ่ายความมั่นคงไม่ใช่การมองโลกในแง่ดี แต่ต้องตั้งสมมติฐานอยู่เสมอว่า หากเกิดเหตุการณ์ขึ้นในวันนี้ นาทีนี้ หรือชั่วโมงนี้ จะสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างไร

โดยเฉพาะการปกป้องพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดน รวมถึงการดูแลกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ ไม่ให้ตกเป็นฝ่ายถูกกระทำหรือปล่อยให้สถานการณ์ลุกลามเข้ามายังพื้นที่ด้านใน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้ง 3 เหล่าทัพตระหนักและเตรียมการอยู่ตลอดเวลา

ผอ.ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ยันไทยปฏิบัติตามกฎบัตร UN 

ขณะที่พล.อ.อ. ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทยกัมพูชา กล่าวว่า เหตุการณ์เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2568 เราได้บทเรียนมากมายจนกระทั่งนำมาสู่การปะทะรอบสองตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม ถึง 27 ธันวาคม ปัจจุบันนี้เรายึดถือถ้อยแถลงร่วมและขอย้ำว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประเทศไทยไม่ได้ยิ่งก่อนไม่ได้ทำร้ายประชาชนของฝั่งประเทศกัมพูชาเลยและวันนี้ก็เป็นวันครบรอบและสูญเสียประชาชนคนไทยผู้บริสุทธิ์จากเหตุการณ์ยิงถล่มปั๊มน้ำมันที่อำเภอกันทรลักษณ์จังหวัดศรีสะเกษ จากการใช้อาวุธ BM 21 ในนามของศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทยกัมพูชาขอแสดงความเสียใจและระลึกถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเราจะดำเนินการและดูแลป้องกันอย่างดีสำหรับการแถลงข่าวในช่วงเย็นวันนี้ของศูนย์ ข่าวสารสถานการณ์ไทยกัมพูชา จะชี้ให้เห็นภาพที่เป็นข้อมูลและข้อเท็จจริงไม่ยั่วยุ และในเนื้อหาของถ้อยแถลงร่วมมีเรื่องสำคัญอยู่สองถึงสามประเด็นคือ เราต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกันก่อน ก่อนที่จะมีการพูดคุยเจรจา และการเก็บกู้ทุ่นระเบิดหรือกับระเบิดซึ่งถือเป็นความปลอดภัยที่จะนำไปสู่การเจรจาทั้ง JBC และกระบวนการอื่นที่จะตามมาและการปราบปรามสแกมเมอร์ ที่ถือเป็นภัยคุกคามระดับโลกทุกหน่วยงานต้องร่วมกันแก้ปัญหาดำเนินการอย่างจริงจัง และขอย้ำให้ประชาชนและสื่อมวลชนว่าในถ้อยแถลงร่วม ได้พูดไปชัดเจนว่า เมื่อวันที่ 17 กำลังทหารวางอยู่ตรงไหนก็ให้อยู่ตรงนั้น ซึ่งประเทศไทยก็ยึดถือตรงนั้นและควบคุมพื้นที่เพื่อความปลอดภัยของประชาชนคนไทยและทหาร เราจะรอจนกว่าจะมีการคุยกันระดับทวิภาคีที่เกิดขึ้น ซึ่งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมย้ำตลอดว่าเมื่อกัมพูชาเลือกไปใช้กระบวนการ UNCLOS ซึ่งเราก็ยึดตามนั้นแต่สถานการณ์หากมีอะไรเกิดขึ้นเราพร้อมที่จะนำไปสู่สันติภาพเพื่อประชาชนทั้งสอง  แต่นาทีนี้ยังไม่ถึงจุดนั้นจนกว่าเราจะได้รับความไว้วางใจกันเพราะที่ผ่านมากัมพูชาก็แสดงให้เห็นตลอดว่าไม่มีความจริงใจพูดได้ทุกเวทีก็พูดเหมือนเดิมใส่ร้ายบิดเบือนประเทศไทย  

ย้ำว่าประเทศไทยเราไม่ได้โจมตีก่อนและไม่ได้ต้องการสง การดำเนินการทุกอย่างของประเทศไทยอยู่ภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) มาตรา 51 ในการป้องกันตนเอง และการใช้กำลังของกองทัพอากาศกองทัพบกและกองทัพเรือทั้งหมดอยู่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศเป้าหมายพลเรือนเราไม่ดำเนินการและต้องแยกแยะได้สัดส่วนที่จะดำเนินการซึ่งเห็นได้ว่าไม่มีประเทศไหนประณามประเทศไทยเลยเพราะเราทำด้วยความเป็นมืออาชีพ