“ภราดร” ยัน เดินหน้าสางทุจริตภาครัฐ ให้ขออนุมัติอนุญาตผ่านแพลตฟอร์ม ตามนโยบาย Super License ย้ำ “บัตรคนจน” คงสิทธิถึงสิ้น ก.ย. จนกว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการอุทธรณ์


เมื่อเวลา 09.25 น. วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) มีมติแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะอนุกรรมการดูแลเกี่ยวกับเรื่องการติดสินบนเชิงทุจริตในภาครัฐ ว่า วัตถุประสงค์ใหญ่คือต้องการยกค่าดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ให้สูงขึ้น และแก้ไขปัญหาการทุจริตเชิงโครงสร้างให้ได้เบ็ดเสร็จมากที่สุด ซึ่งคณะอนุกรรมการของตนจะดูเรื่องการอนุมัติอนุญาตของหน่วยงานราชการ 

นายภราดร เผยต่อไปว่า ก่อนหน้านี้ตนได้พูดคุยกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ว่า การทุจริตเกิดขึ้นจากภาครัฐ โดยเฉพาะการอนุมัติอนุญาตต่างๆ จึงเป็นที่มาของนโยบาย Super License รวมการขออนุมัติอนุญาตให้เป็นแหล่งเดียวกัน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ อาทิ การสร้างบ้านต้องทิ้งเอกสารไว้เป็นเดือนเป็นปี ก็ยังไม่ได้รับการอนุมัติให้ก่อสร้าง จึงเป็นช่องว่างทางกฎหมาย และการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ จึงได้นำการขออนุมัติอนุญาตมาไว้บนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายตรวจสอบสามารถเห็นว่าขั้นตอนการขออนุญาตไปถึงไหนแล้ว และมีกรอบระยะเวลาในแต่ละขั้นตอนกี่วัน ย้ำว่าคณะอนุกรรมการของตนจะเร่งทำเรื่องนี้ โดยจะนัดพูดคุยอย่างเป็นทางการเพื่อมอบหมายภารกิจ และวาง KPI กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน ซึ่งหลักใหญ่คือสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงดีอี

นอกจากนี้ นายภราดร ยังกล่าวถึงกรณีที่กระทรวงการคลัง เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปรับเพิ่ม 3 เงื่อนไขบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อาทิ เกณฑ์ครอบครองรถยนต์และรถจักรยานยนต์ และกลุ่มนักศึกษานอกระบบ ว่า เป็นการคงไว้จนกว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการอุทธรณ์ถึงสิ้นเดือนกันยายน หากใครได้รับสิทธิไหนก็จะยังคงได้รับสิทธินั้นต่อไป 

ขณะที่กลุ่มที่คัดกรองใหม่มีถึง 80% ที่รับโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60:40 อยู่แล้ว ส่วนยอดผู้ที่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตอนนี้มีกว่า 9 ล้านคน หากทบทวนใหม่จะมีจำนวนเท่าไหร่นั้นตนยังไม่รู้ตัวเลข ต้องรอผลการอุทธรณ์ แต่ยืนยันรัฐบาลจะดูแลผู้ที่สมควรได้รับการดูแล หรือเป็นคนจนจริงที่ต้องได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่วนผู้ที่นำชื่อคนจนไปสวมสิทธิ ไม่ว่าจะนำชื่อไปเป็นกรรมการบริษัท ทำบัญชีม้า หรือนำไปใช้ลดหย่อนภาษีในฐานะลูกจ้าง เมื่อกระทรวงการคลังดำเนินการตรวจสอบหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯเสร็จสิ้น ก็จะตรวจสอบในกลุ่มที่สวมสิทธิ์เหล่านี้ต่อไป 

เมื่อถามย้ำ คาดว่าตัวเลขผู้ได้รับสิทธิ์จะถึงยอดเดิมกว่า 13 ล้านสิทธิ์หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ไม่ได้มีการประเมินหรือวางเป้าไว้ ขึ้นอยู่กับผลการอุทธรณ์ โดยนายกรัฐมนตรีเคยย้ำว่าในเรื่องของจำนวนผู้ที่ได้รับสิทธิ์ไม่ใช่เรื่องใหญ่ รวมถึงตัวเงินก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ รัฐบาลสามารถจัดสรรเงินมาดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจริงๆ ได้ แต่ที่มีกระบวนการทบทวนเพราะได้รับการร้องเรียนว่ามีผู้ที่ไม่ควรได้รับสิทธิ์จริง แต่กลับได้รับสิทธิ์ตรงนี้ หรือบางคนไม่เคยได้รับสิทธิ์ทั้งที่ควรได้รับ วันนี้ก็มีการตรวจสอบ ฉะนั้นจึงอยากให้ความเป็นธรรม ซึ่งได้ยอดเพิ่มกลับมาถึง 2.3 ล้านคน จึงเป็นเหตุผลที่มีการสำรวจใหม่ทั้งหมด

ส่วนคำถามว่าจะมีการเปิดเผยรายชื่อกลุ่มบุคคลที่สวมสิทธิหรือไม่ เพราะขณะนี้เกิดความสับสนเนื่องจากคนที่ควรได้รับสิทธิ์ได้ร้องเรียน แต่บุคคลที่มีปัญหารัฐก็ยังไม่ได้ดำเนินการอะไร นายภราดร ย้ำว่า ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงการอุทธรณ์ ซึ่งกระทรวงการคลังจะมีการไล่เช็คบิลทีหลัง เช่น คนที่นำชื่อไปลดหย่อนภาษีก็จะโดนไล่เช็กภาษีย้อนหลัง

ผู้สื่อข่าวถามต่อ พอเกิดเสียงวิจารณ์รัฐบาลก็มีการทบทวนใหม่เรื่อยๆ แล้วจะไปสิ้นสุดเมื่อไหร่ นายภราดร ระบุว่า นี่เป็นการอัปเดตข้อมูล เช่น เรื่องการถือครองรถ คนที่ถูกระบบแจ้งว่าไม่ผ่านเกณฑ์เพราะมีรถอยู่ 2 คัน ทั้งที่จริงรถเขาเป็นรถเก่าหรือไม่ได้ใช้งานแล้ว ปัญหาของระบบประเทศนี้คือไม่ได้มีการอัปเดตข้อมูล จึงถือเป็นโอกาสรีวิวข้อมูลของประเทศ.