เดือดกลาง กมธ.งบประมาณ  “คริส” เปิดปมซองกรมที่ดิน แฉยังมีปัญหา ใครจ่ายเป็นซองก็ได้รับบริการก่อน เจอ “อนุรักษ์” ตัดบทให้หาหลักฐานมาแสดง


วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา บรรยากาศการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เดือดขึ้นทันที เมื่อ นาย คริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ ตั้งคำถามถึงปัญหาการเรียกรับเงินในสำนักงานที่ดิน แต่ถูกนายอนุรักษ์ จุรีมาศ รองประธานคณะกรรมาธิการคนที่สอง ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุม ตัดบทหลายครั้ง โดยระบุว่า หากมีหลักฐานควรนำไปมอบให้อธิบดีกรมที่ดินหรือดำเนินคดี


นายคริสกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ระดับสำนักงานยังมีปัญหารับเงิน ใครจ่ายเป็นซองก็ได้รับบริการก่อน พร้อมอ้างผลสำรวจของ คกร. ซึ่งระบุว่า กรมที่ดินอยู่ในลำดับที่ 11 และประชาชนต้องจ่ายเงินทุจริตเฉลี่ย 65,000 บาทต่อครั้ง


ด้านอธิบดีกรมที่ดินตอบกลับว่า รู้สึกไม่สบายใจที่ถูกกล่าวหาว่าคนสำนักงานที่ดินโกง พร้อมขอให้นำหลักฐานมาแสดง โดยยืนยันว่ากรมที่ดินกำชับเจ้าหน้าที่เรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด และหากพบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมหรือทำให้กรมเสื่อมเสีย ก็จะดำเนินการตามมาตรการและสอบสวนทางวินัยอย่างชัดเจน


นายคริสจึงถามย้ำว่า หากอธิบดีกรมที่ดินยืนยันว่าไม่มีการทุจริตในสำนักงานที่ดิน แล้วการบอกว่า “ถ้ามีหลักฐานเอามาดู” หมายความว่าอย่างไร พร้อมชี้ว่า ประชาชนจำนวนมากเดินทางมาตั้งแต่เวลา 07.00 น. หรือ 08.30 น. แต่ต้องรอจนถึงเวลา 16.30 น. ขณะที่บางคนกลับถูกแซงคิว


ระหว่างนั้น นายอนุรักษ์ซึ่งทำหน้าที่ประธานได้ตัดบท พร้อมระบุว่า หากมีหลักฐานก็ควรนำไปมอบให้อธิบดีกรมที่ดิน และขอให้ สส.คริสอภิปรายอยู่ในกรอบงบประมาณ ไม่ควรกล่าวหาลงลึกจนทำให้หน่วยงานเสียหาย


สส.คริสสวนกลับว่า เรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นงบประมาณโดยตรง เพราะตัวชี้วัดของการใช้งบต้องทำให้ประชาชนได้รับบริการรวดเร็วขึ้น และไม่ต้องเสีย “ค่าน้ำร้อนน้ำชา” ที่สำนักงานที่ดิน


“ถ้าท่านประธานจะทำหน้าที่โดยที่ไม่เป็นธรรมอย่างนี้ เดี๋ยวผมหยุดอภิปรายก็ได้ ผมไม่มีปัญหา แต่ถ้าวันนี้ท่านประธานมองผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ท่านประธานจะไม่ทำอย่างนี้” สส.คริสกล่าว


นายอนุรักษ์ตอบว่า หากมีหลักฐานก็ให้ไปดำเนินคดี ขณะที่ สส.คริสยืนยันว่า หลักฐานที่กล่าวถึงมาจากผลสำรวจของ คกร. และสิ่งที่อธิบดีกรมที่ดินควรตอบ คือจะทำอย่างไรให้ประชาชนได้รับบริการรวดเร็วขึ้นและไม่ต้องจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่


สส.คริสยังกล่าวว่า การเรียกรับเงินของเจ้าหน้าที่อาจเกี่ยวข้องกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 ส่วนผู้บังคับบัญชาที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อาจเกี่ยวข้องกับมาตรา 157 ก่อนประกาศว่า หากประธานไม่เปิดโอกาสให้อภิปรายต่อ ก็จะไปดำเนินการเอง และขอตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้ไว้ในที่ประชุม


ต่อมา เมื่อกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นชี้แจงแนวทางลดการทุจริตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งการนำเทคโนโลยีและระบบสารสนเทศมาใช้ รวมถึงการทำงานร่วมกับ ป.ป.ท. และ ป.ป.ช. สส.คริสกล่าวขอบคุณ พร้อมระบุว่า หากกรมที่ดินตอบในลักษณะเดียวกัน เรื่องก็คงจบไปแล้ว


“สเต็ปแรกของการต่อสู้กับการทุจริต คือต้องยอมรับก่อนว่ามีปัญหา แค่นั้นเอง” สส.คริส กล่าวพร้อมเสนอให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกำหนดตัวชี้วัดในการลดการทุจริต โดยตั้งเป้าลดลงปีละ 10% ก่อนปิดการอภิปรายท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดในห้องประชุม