หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาน้ำมัน-ค่าไฟ ชี้ต้นตอเศรษฐกิจทรุดมาจากราคาพลังงาน แนะ “อนุทิน” นั่งหัวโต๊ะเอง สางปมทุจริตสอบท้องถิ่น จี้สอบเส้นเงินสาวถึงตัวใหญ่-ถอนรากถอนโคน
วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวที่รัฐสภา ถึงปัญหาด้านพลังงานซึ่งเป็นต้นตอสำคัญของวิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบัน ว่า แม้รัฐบาลจะเคยประกาศว่าจะเอาจริงเอาจังกับการปรับโครงสร้างพลังงาน แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏกลับพบว่าราคาน้ำมันยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และรัฐบาลเลือกกลับมาใช้วิธีเดิม คือการให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นผู้แบกรับภาระ
ขณะที่ข้อเรียกร้องของพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งเรื่องการทบทวนภาษีสรรพสามิต และการดึงภาคเอกชนที่ได้รับผลประโยชน์จากภาวะความผันผวนของราคาน้ำมันเข้ามาร่วมแบ่งรับภาระกลับเงียบหายไป โดยปัจจุบันสัดส่วนการนำค่าการกลั่นมาจัดสรรเป็นส่วนลดให้ประชาชนถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับโครงสร้างราคาน้ำมันตามความเป็นจริง จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนอีกครั้ง เพราะปัญหาทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจขณะนี้ ก็มาจากต้นเหตุของเรื่องของต้นทุนทางด้านพลังงาน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อถึงมาตรการลดค่าไฟฟ้าสำหรับประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าน้อย ว่า แม้จะเป็นแนวทางที่ถูกต้อง แต่เดิมเคยคาดหวังว่าแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ชดเชยควรมาจากผู้ที่ได้ประโยชน์จากความผันผวนของราคาพลังงาน ทว่าในปัจจุบันกลับกลายเป็นการโยกงบประมาณแบบ “กระเป๋าซ้าย กระเป๋าขวา” หรือเบื้องต้นตกเป็นภาระของรัฐวิสาหกิจแทน จึงอยากเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่เคยประกาศในสภาผู้แทนราษฎรว่าจะเอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหาโครงสร้างพลังงาน เร่งลงมือทำในสิ่งที่ถาวรและยั่งยืน เพื่อเป็นการลดภาระให้แก่ประชาชนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นประเด็นเชิงนโยบายที่พรรคประชาธิปัตย์จะติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป
นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีการทุจริตสอบเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่น ว่า จนถึงปัจจุบันเรื่องนี้ยังสร้างความสับสนต่อสังคมอย่างมาก ทั้งเรื่องของเกณฑ์คะแนนสิทธิของผู้เข้าสอบทั้งหมดที่จะได้รับหรือถูกเพิกถอน ไปจนถึงกระบวนการสอบข้อเท็จจริงที่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนหลายชุด ซึ่งต่างคนต่างมีความเห็น ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนและไร้ทิศทางที่ชัดเจน พรรคประชาธิปัตย์ขอเรียกร้องถึงผู้มีอำนาจว่า คนที่จะเข้ามาแก้ปัญหานี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่สุด หนีไม่พ้นนายกรัฐมนตรี ซึ่งควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในคนเดียวกัน
“ถึงเวลาแล้วที่นายกรัฐมนตรีต้องกล้าเข้ามานั่งเป็นประธานหัวโต๊ะด้วยตัวเองเพื่อสะสางเรื่องนี้ให้เกิดความกระจ่าง ชัดเจน ให้เป็นไปตามกฎระเบียบและความถูกต้องอย่างแท้จริง ไม่ควรรอหรือปล่อยให้คณะกรรมการชุดต่างๆ หรือข้าราชการที่มีตำแหน่งต่างตำแหน่งกัน ต่างคนต่างออกมาแสดงความคิดเห็นของตัวเอง จนสร้างแต่ความสับสนให้แก่ผู้เข้าสอบและสังคมอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังอยู่ในฐานะที่จะดึงกลไกตรวจสอบอื่นๆ เข้ามาร่วมดำเนินการเพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการสืบสวนสอบสวน เช่น การตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสาวให้ถึงต้นตอและเอาผิดผู้กระทำผิดอย่างถอนรากถอนโคนต่อไป”