กมธ.สาธารณสุข ถกหน่วยงานรัฐขยายผลปม “พ่อทิพย์” เชื่อเป็นขบวนการข้ามชาติสวมสิทธิคนไทย “สกลธี” แฉยังมีคิวอาร์โค้ดโฆษณาว่อนเน็ต รับอุ้มบุญ พบ รพ.เอกชน-สนง.เขต ร่วมมือแจ้งสวมสัญชาติไทย 


เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นายสกลธี ภัททิยกุล สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะ กมธ.การสาธารณสุข  สภาฯ แถลงหลังการประชุม กมธ. พิจารณาปัญหาการจดแจ้งบุตรของคนต่างด้าวสวมสิทธิ์เป็นเด็กสัญชาติไทย โดยแอบอ้างใช้สิทธิ์เป็นลูกของชายไทย หรือพ่อทิพย์ ว่า กมธ.ได้เชิญตำรวจที่ดูแลคดีนี้, กรมการปกครอง, ตัวแทน กทม., ตัวแทนกระทรวงสาธารณสุข, และตัวแทนกระทรวงการต่างประเทศ มาร่วมชี้แจง หลังมีการจับกุมได้ 2 รอบ คือ รอบแรกจับเมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2569 จับได้ 35 หมายจับ เป็นพ่อไทย 14 คน และแม่ 14 คน ที่เหลือเป็นผู้ร่วมขบวนการ ครั้งที่สอง จับเมื่อวันที่ 15  ก.ค.2569 โดยตำรวจร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกหมายจับ 40 หมายจับ และขยายผลจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดี พบว่า มีโรงพยาบาลเอกชนที่เกี่ยวข้อง 8 แห่ง และอาจมีโรงพยาบาลของรัฐเพิ่มเติม ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบ ทั้งนี้ กมธ. อยากให้ขยายผลไปถึงต้นตอ เพราะคาดว่า ทำเป็นขบวนการใหญ่แน่นอน ไม่ใช่แค่จับแล้วปรับ จำคุก แล้วเรื่องจบ แต่ควรขยายผลถึงเบื้องหลังว่า ใครเป็นต้นตอทำเป็นขบวนการข้ามชาติ หรือเป็นองค์กรที่ใหญ่กว่านั้นหรือไม่ 


นายสกลธี กล่าวต่อว่า ที่ประชุมตั้งข้อสังเกตถึงความร่วมมือทั้งตำรวจ และ กทม. กรมการปกครองและกระทรวงต่างประเทศ เพราะพบข้อมูลชวนสงสัย เฉพาะใน กทม. ที่พิสูจน์แล้วพบว่าเป็นพ่อทิพย์ รวม 32 ราย  และยังมีเพิ่มอยู่ในกลุ่มเสี่ยงอีก 45ราย และกลุ่มที่ต้องสงสัยรอการพิสูจน์ตรวจดีเอ็นเอ พ่อ แม่ ลูก อีก 556 ราย โดยกรมการปกครองรับปากว่า รมว. มหาดไทยสั่งให้มีการตรวจสอบย้อนหลังไป 15 ปี รวมถึงพื้นที่ต่างจังหวัดทั่วประเทศด้วย หลัง กมธ.ได้ข้อมูลเพิ่มจะประสานถึงกระทรวงการต่างประเทศ ขอให้ตรวจสอบพาสปอร์ตของกลุ่มเด็กเหล่านี้ว่า เขาเจตนาทำเป็นเรื่องการค้ามนุษย์ หรืออยากได้สัญชาติไทย เพื่อสวมใช้สิทธิ์เหมือนคนไทย รวมถึงการถือครองทรัพย์สินในไทยในอนาคตหรือไม่อย่างไร แต่ กมธ. สันนิษฐานว่า ทำเป็นขบวนการใหญ่แน่นอน  หลังฟังรายงานของตำรวจที่ทำคดี ซึ่งในภาพรวมยังไม่ได้มีการขยายผลไปถึงเบื้องหลัง แต่พบตัวเลขเด็กสวมสิทธิ์ โดยใช้พ่อทิพย์ เพิ่มมากขึ้น จนน่าตกใจ เฉพาะใน กทม. เกินครึ่งพัน  นี่แค่ปีเดียว ยังไม่มีข้อมูลการเกิดในรพ. ต่างจังหวัด ซึ่ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับปากจะตรวจสอบให้ คาดว่าจะมากกว่านี้แน่


“ทั้งนี้ กระบวนการสอบสวน ยังมีความล่าช้า ไม่ได้มีการขยายไปถึงต้นตอ  กมธ. ขอให้มีการขยายผลไปถึงกลุ่มคน ว่ามีความเชื่อมโยงหรือไม่ เพราะภาคประชาชนที่ติดตามเรื่องนี้ให้ข้อมูลว่า ทุกวันนี้ ยังมีการโฆษณาในสื่อเฟซบุ๊กและสื่อออนไลน์ พร้อม QR Code ซึ่งเป็นแพ็กเกจตั้งแต่คลอดถึงการแจ้งเกิด  โดยได้นำข้อมูลเหล่านี้มอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปดำเนินการแล้ว  กมธ. เราจะเป็นตัวกลางประสานข้อมูล ไม่ให้หน่วยงานรัฐต่างคนต่างทำ เพราะถือเป็นภัยคุกคามรูปแบบหนึ่ง ที่สวมสิทธิ์คนไทย เช่น กระทรวงการต่างประเทศ ให้ตรวจสอบกลุ่มเด็กเหล่านี้ย้อนหลัง 15 ปี ว่า เกิดมาแล้วได้พาสปอร์ตแล้ว ไปอยู่ประเทศอื่น หรือยังอยู่ในเมืองไทย มีกี่รายชื่อไปจดทะเบียนถือครองทรัพย์สินอะไรบ้างหรือไม่  วันนี้เรารู้แล้วว่า ระบบมีรูรั่วเกิดจากโรงพยาบาล และเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตของ กทม.ในการจดทะเบียนรับรองสวมสิทธิ์บุตรให้เป็นคนไทย  หลังจาก กมธ.ได้รายชื่อ รพ.ที่เกี่ยวข้อง เราจะเรียกสอบทั้งหมด ส่วนการอุดรูรั่ว  กมธ.ย้ำไปกับตัวแทน กทม. ว่า ในส่วนของเขต มีระเบียบของกระทรวงมหาดไทย ที่ให้ กทม. และต่างจังหวัดตรวจดีเอ็นเอ ในกรณีที่สงสัย โดยให้เป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายในการตรวจดีเอ็นเอ 3,500 -10,000 บาท จะเป็นภาระของคนที่ตรวจต้องจ่ายเอง ซึ่ง กมธ. จะคุยถึงเรื่องข้อกฎหมายของกระทรวงสาธารณสุขต่อไป” นายสกลธี กล่าว

นายสกลธี กล่าวอีกว่า ขั้นตอนในการที่จะตรวจสอบง่ายมากโรงพยาบาลที่ทำคลอดแล้วส่งไปยังสำนักงานเขต ทางสำนักงานเขตเห็นว่าไม่มีอะไรน่าสงสัยก็รับรองเลย ที่ผ่านมาเป็น 10 ปี ไม่ได้มีการตรวจรายละเอียด ตนคิดว่าหากกลับไปตรวจก็น่าจะพบหลาย 1,000 เคสเป็นแบบนี้ที่เป็นแบบนี้  กมธ.จึงรอข้อมูลทั่วประเทศและ กทม.จากทั้งกระทรวงมหาดไทย  ซึ่งขบวนการเหล่านี้ แต่ละเคสคงมีเงินและมีเจ้าหน้าที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ กมธ.สาธารณสุข จะร่วมกับ กมธ.ปปง. เพื่อตรวจสอบเส้นเงินว่า เงินที่มาถึงเจ้าหน้าที่แต่ละคน  มีแนวโน้มที่จะทุจริตไปที่ไหนบ้าง เพื่อให้ขยายผลไปถึงขบวนการใหญ่ เพราะเราอยากขุดรากถอนโคนถึงกลุ่มทุนเทา ที่มาอาศัย และใช้สัญชาติไทยไปใช้สิทธิ์ หรือ ถือครองทรัพย์สินแทนแก๊งใดหรือไม่ เพราะต้นตอการจับกุมเรื่องพ่อทิพย์ มาจากการจับแก๊งสแกมเมอร์และพบว่ามีการว่าจ้างพ่อทิพย์ รับเด็กจีนเป็นลูก สวมสิทธิ์คนไทย   

เมื่อถามว่า ขณะนี้ทางกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ( สบส. )อยู่ระหว่างแก้ไขร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ พ.ศ...(พ.ร.บ.อุ้มบุญ) ซึ่งอยู่ระหว่างการรับฟังความเห็น ควรเข้มข้น และป้องกันการรับจ้างอุ้มบุญ และปัญหาการสวมสิทธิเป็นคนไทย อย่างไร นายสกลธี กล่าวว่า ภาคประชาชนที่เข้ามาร่วมหารือกับ กมธ.สาธารณสุข จะมีข้อเสนอการแก้ไขร่างพ.ร.บ.อุ้มบุญ เพื่อป้องกันการรับจ้าง การค้ามนุษย์ ไปจนถึงการสวมสิทธิ์ เป็นคนไทยด้วย ทางอนุกฎหมาย ของ กมธ.สาธารณสุขจะนำมาดูด้วยเช่นกัน